วิกิซอร์ซ thwikisource https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81 MediaWiki 1.47.0-wmf.15 first-letter สื่อ พิเศษ พูดคุย ผู้ใช้ คุยกับผู้ใช้ วิกิซอร์ซ คุยเรื่องวิกิซอร์ซ ไฟล์ คุยเรื่องไฟล์ มีเดียวิกิ คุยเรื่องมีเดียวิกิ แม่แบบ คุยเรื่องแม่แบบ วิธีใช้ คุยเรื่องวิธีใช้ หมวดหมู่ คุยเรื่องหมวดหมู่ สถานีย่อย คุยเรื่องสถานีย่อย ผู้สร้างสรรค์ คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์ งานแปล คุยเรื่องงานแปล หน้า คุยเรื่องหน้า ดัชนี คุยเรื่องดัชนี TimedText TimedText talk มอดูล คุยเรื่องมอดูล Event Event talk หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/16 250 72448 294967 286855 2026-08-18T07:18:30Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294967 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="3" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๑๔}}</noinclude>พระสงฆ์องค์เจ้าไม่ละเว้น ผู้ที่ไม่ตายก็พากันหนาวสะท้านไปตาม ๆ กัน ทั้งหนาวกลัวโรคและหนาวกลัวภูตผีปิศาจที่ตายซับตายซ้อนแทบไม่เว้นแต่ละวัน ในอยุธยาเงียบเหงาเศร้าโศก ที่ใดที่เคยมีผู้คนชุมนุมคับคั่งก็บางตาแทบจะไม่มีคน ไม่มีการเที่ยวเตร่ชื่นบานกันอย่างเคย เก็บตัวอยู่กับบ้าน บ้านใคร ๆ อยู่ ระวังตัวกลัวตายไปทั้งนั้น การสุขาภิบาลของเราตอนนั้นยังไม่เข้มแข็ง ชาวบ้านหันเข้าพึ่งพระ รดน้ำมนต์ปัดรังควานกันไป บ้างก็ผูกสายสิญจน์ที่คอและข้อมือ ในยามค่ำคืนจะได้ยินแต่เสียงสุนัขหอนอย่างเยือกเย็นไปทุกแห่ง ยายของผมแกว่า เสียงอย่างนี้เป็นสัญญาณแห่งมรณะ และการไข้จะลุกลามอีกอย่างไม่หยุดหย่อน ความตายที่จะเกิดจากโรคนั้น ตัวผมไม่รู้สึกกลัว แต่เรื่องกลัวผีนี่น่ะซีหนาวสะท้านเข้าหัวใจ ข่าวการตายได้เพิ่มแก่หูอยู่ทุกวัน รู้สึกว่าแทบทุกแห่งจะมีเงาของปิศาจวูบวาบไปทั้งหมด เข้านอนกลางคืน พอดับไฟหมดแล้ว ไม่อยากจะหายใจดัง เกรงปิศาจจะได้ยิน นอกบ้านออกไปไกลได้ยินเสียงสุนัขหอนเป็นหมู่เยือกเย็นไม่ขาดเสียง ยิ่งนึกถึงคำพูดของยายที่ว่าเสียงอย่างนี้เป็นสัญญาณแห่งมรณะ ยิ่งหนาวสะท้าน กลิ่นธูปที่ยายจุดบูชาพระตลบทั่วบ้าน ทำให้เกิดความกลัวเพิ่มขึ้นอีก ยายของผมอาจจะกลัวตายมากกว่ากลัวผี ผมไปโรงเรียนแกสั่งให้รีบกลับ ห้ามแวะเวียนไปไหนกลัวจะไปนำเชื้อโรคกลับมา ตอนเย็นจวนค่ำแกปิดประตูหน้าต่างหมด แล้วเริ่มจุดธูปเทียนบูชาพระแล้วพูดดัง ๆ ขอพรพระมิให้โรคเข้ามาใกล้กราย เช้าวันหนึ่งเป็นวันพระ ผมหยุดโรงเรียน ชะโงกหน้าต่างมองไปที่ทางเดิน เห็นคนหามโลงศพเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ ผมหลบหน้าวูบเข้าบังฝาเลย ใจคอสั่น นั่นหมายถึงว่า มีใครตายใกล้บ้านเราเข้าแล้วสิ ผมร้องบอกยาย แต่ยายรีบเอามืออุดปากผม ผมเลยนิ่งเงียบ ยายนั่งลงพนมมือไหว้พระแล้วสวดมนต์ ผมไม่ได้สวด แต่ก็แอบนั่งอยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง ตกตอนสาย ผมคงขลุกอยู่ในห้อง ลูบคลำกังหันลมที่ลองทำขึ้นเองเพราะเคยเห็นเพื่อนบ้านเขาทำกัน เวลาลมจัด ๆ กังหันชนิดนี้จะร้องหึ่ง ๆ ได้ แต่ที่ผมทำเองนั้นมันจะร้องได้หรือมิได้ยังหารู้ไม่ ผมพยายามทำเองอย่างไม่มีครู เห็นเขามาก็มาคิดทำเอง จึงยังไม่แน่ใจว่าจะดังหรือไม่ดัง ความจริงน้าชายห่าง ๆ ของผมคนหนึ่ง แกชื่ออั๋น บ้านแกอยู่ในคลองบางสะแก{{วว}}<noinclude></noinclude> 7fh73wouqcoq8pqbe964t5ednj82b55 ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 8 0 72701 295004 234085 2026-08-18T08:25:07Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* */ 295004 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 8. ผู้ที่กลับมา | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../|เรื่องที่ 7]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 9/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="99" to="107"/> ecu2zq5h3gb10einfks8hho47l4w38z หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/25 250 88629 294965 286779 2026-08-18T07:17:06Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294965 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๓}}</noinclude>ขึ้นจากหลุม ...เหตุการณ์ตอนนี้ของนายทองคำ เป็นตอนต่อจากเรื่อง "ไปฝังศพ" แม้ว่าผมจะหายป่วยไข้แล้วจากโรคดีฝ่อก็ตาม แต่หัวใจยังคงมีวอกแวกหวาดเกรง หาเป็นปรกติลงไม่ ผมต้องพักการเล่าเรียนเสียนาน ซึ่งผมเสียดายที่สุดในการศึกษา พระอาทิตย์ต่ำลงค่อนฟ้า เสียงโซ่เรือลากพาดหัวบันไดท่าน้ำดังกราว ใครสักคนคงมาหาเป็นแน่ ผมเดินไปที่หน้าต่าง ผู้ที่มาคือพี่สอนนั่นเอง มีสีหน้ายิ้มอย่างตื่นเต้น และดูมีกิริยาหอบน้อยๆ "ยายอยู่ไหมวะ คำ?" ตะโกนถามเสียงเหนื่อย ๆ<noinclude></noinclude> 95e7rjh2gwo00umi9nizlmhy0t00yu3 294966 294965 2026-08-18T07:17:24Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294966 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๓}}</noinclude>ขึ้นจากหลุม ...เหตุการณ์ตอนนี้ของนายทองคำ เป็นตอนต่อจากเรื่อง "ไปฝังศพ" แม้ว่าผมจะหายป่วยไข้แล้วจากโรคดีฝ่อก็ตาม แต่หัวใจยังคงมีวอกแวกหวาดเกรง หาเป็นปรกติลงไม่ ผมต้องพักการเล่าเรียนเสียนาน ซึ่งผมเสียดายที่สุดในการศึกษา พระอาทิตย์ต่ำลงค่อนฟ้า เสียงโซ่เรือลากพาดหัวบันไดท่าน้ำดังกราว ใครสักคนคงมาหาเป็นแน่ ผมเดินไปที่หน้าต่าง ผู้ที่มาคือพี่สอนนั่นเอง มีสีหน้ายิ้มอย่างตื่นเต้น และดูมีกิริยาหอบน้อยๆ "ยายอยู่ไหมวะ คำ?" ตะโกนถามเสียงเหนื่อย ๆ<noinclude></noinclude> lcu77zggumtsevmswi8swdhc5e1yx9y หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/26 250 88630 294975 286873 2026-08-18T07:35:09Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294975 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๔}}</noinclude>"อยู่ ทำไมน่ะพี่สอน" "มีเรื่องจะมาบอกเว้ย" ผมตะโกนบอกยายว่าพี่สอนมา แล้วรีบไปเปิดประตูรับพี่สอน "ยายจ๋า มีเรื่องแปลกพิลึกละ ฉันรีบมาบอก" พี่สอนเปิดปากแต่ยังมิทันจะนั่งลงเรียบร้อย "เรื่องอะไรกันอีกล่ะ ?" ยายเบิกตาถาม "เรื่องน้าอั๋น" พอออกชื่อน้าอั๋น ทั้งยายและผมผงะไปตาม ๆ กัน สำหรับผมใจเสียวปล๊าบ ชื่อนี้เป็นชื่อที่กลัวเสียเหลือเกิน แม้แต่ยายเองก็ดู ๆ จะมีความรู้สึกอย่างผม "ทำไม?" แกถามสั้น ๆ "มีเรื่องจ้ะยาย จะเล่าให้ฟัง" พี่สอนมีนิสัยปากพูดไป มือไม้ไม่ตบพื้นก็ตบเข่าผู้ฟัง "หลวงน้าปั่นที่วัดนั่นและ ท่านว่าน้าอั๋นมาเข้าฝันท่าน ในฝันบอกว่าน้าอั๋นน่ะยังไม่ตาย เวลานี้ฟื้นอยู่ในหลุมแล้ว มาขอให้ท่านช่วยขุดเขาขึ้นจากดินเถิด หายใจแทบไม่ออกอยู่แล้ว แต่ขอให้ขุดเขาขึ้นตามเวลาที่กำหนดให้ คือให้เป็นเวลาเย็นจวนพลบค่ำ และขอให้ญาติพี่น้องไปรับกันทั่วหน้า เวลานี้ตาแกรีบบอกวงศ์ญาติทุกคน ฉันรีบมาบอกยาย" ยายฟังพี่สอนพูดแล้วมีสีหน้าสงสัยสนเท่ห์ จะเชื่อก็ไม่ใช่ จะไม่เชื่อก็ไม่เชิง แต่ผมนั้นชักหนาวขึ้นมาอีก จะอย่างไรก็ตาม แม้จะรู้ว่าน้าอั๋นจะฟื้นกลับขึ้นมาเป็นคนอีก ก็หาเกิดความยินดีไม่ เพราะใจมันแน่เสียแล้วว่าน้าอั๋นคือผีอย่างแน่นแฟ้น เมื่อตอนรู้ว่าตายก็กลัว ครั้นรู้ว่าจะฟื้นก็กลัวอีก จะเป็นไปได้อย่างไร คนตายแล้วลงหลุมไปแล้วตั้งหลายวันจะกลับฟื้น ถึงฟื้นขึ้นมาได้ ผมก็ไม่กล้าจะพบหน้าแกได้ ยายนั้นนั่งนิ่งอึ้ง พี่สอนก็กล่าวสนับสนุนข่าวอยู่ไม่ขาดปาก อ้างว่าเรื่องอย่างนี้เคยมีอยู่บ่อยๆ ตามข่าว ตายแล้วฟื้นมีถมเถไป ตายไปตั้งเจ็ดวันฟื้นขึ้นมายังมี ยังเล่าว่าได้ไปพบกับญาติที่ตายไปแล้วที่เมืองผี "จริงจ้ะยาย เขาว่ากันว่า คนที่ฟื้นกลับมาเล่าว่า เมื่อตอนไปมีพวกยมบาลมาจับตัวไป ครั้นถึงนายใหญ่มีการตรวจบัญชีกัน ก็ว่าคนนี้ยังไม่<noinclude></noinclude> rd7u1iddb0scp6w4ep9xiyaieqn9uvj หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/27 250 88631 294976 286874 2026-08-18T07:37:35Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294976 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๕}}</noinclude>ถึงที่ตาย แต่ลูกสมุนจับตัวไปผิด หัวหน้ายมบาลจึงส่งตัวผู้นั้นกลับมา และยังมีชีวิตอยู่จนเดี๋ยวนี้ก็มีหลายคน" "คุณปั่นแกจะฝันไปเองกระมังวะ" ยายแย้งอย่างไม่หนักแน่น "จะจริงหรือไม่จริงฉันไม่รู้ แต่พระท่านว่าท่านฝันอย่างนั้น ทั้งน้าอั๋นยังวอนให้ขุดขึ้น ถ้าไม่ขุดตามขอ ก็จะเข้าฝันรบกวนร่ำไป" พี่สอนพูดตาลุกตาชัน "ว้า! กูสงสัยจริงว่ะ" ยายร้องอย่างไม่แน่ใจ "กูกลัวจะเป็นอ้ายเหลวกับอ้ายเปล่าเสียน่ะนะ" "ฉันก็ไม่รู้สิ" พี่สอนพูดเบาลง "เขาให้มาตามฉันก็มา" "แล้วตาเอ็งเขาจะให้เข้าไปเมื่อไหร่" ยายถาม "ก็ไปพร้อมกันนี่แหละ ฉันมารับเลย" เป็นเวลาบ่ายแล้ว เราจึงตกลงไปตามคำเรียกร้องที่ให้พร้อมวงศ์ญาติ จะขุดผีขึ้นมาอีกให้เหม็นเล่น ผมไม่สมัครใจก็ต้องทนไปอีกอย่างคราวก่อน เพราะมีเรื่องบังคับว่าต้องไป คือว่าอย่างหนึ่งห่างยายไม่ได้ อย่างสองไม่สมัครใจอยู่บ้านคนเดียวโดยไม่มีใครอยู่ด้วย มันฝืนใจไป แต่คิดไว้ว่าเวลาเขาขุดหลุม จะแอบบังหลังคนอยู่ห่าง ๆ จะไม่ยอมดูรุปร่างน้าอั๋นที่ใคร ๆ ก็เรียกว่าผีแล้ว ครั้นมาพร้อมวงศ์ญาติกันแล้วที่บ้านน้าอั๋น พอเย็นมาก ๆ จึงต่างพากันตรงไปวัด พอถึงหน้าวัด ผมใจหาย ยังติดตาที่เคยถูกผีหลอกตรงหน้าวัดนั่น หากว่าเวลานี้ยังเป็นเวลาเย็นที่ยังมีแสงแดดจึงค่อยยังชั่ว หากเป็นเวลาพลบค่ำหรือกลางคืนก็ท่าจะหวั่นไหวอีก แต่ใจเชื่อว่าตรงนั้นคงมีปีศาจสิงอยู่เป็นแน่ ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ผู้เข้าฝันจะให้ขุด พวกญาติจึงไปรวมกันที่กุฏิหลวงน้าปั่น ทางหลวงน้าก็เตรียมจอบเสียมไว้พร้อมทั้งโคมไฟ พวกญาติคุยกันเป็นกลุ่ม ๆ บางคนมีสีหน้ายินดีที่ญาติจะกลับฟื้น แต่บางคนมีสีหน้าหนักใจอยู่บ้าง การสนทนาจึงต้องแยกกันเป็นกลุ่ม ๆ บางกลุ่มออกความเห็นว่า ผีจะหลอกให้ขุดละมากกว่า ตายมาแล้วได้เจ็ดวันพอดี ถ้าฟื้นจริงจะหายใจได้ทางใดเล่าที่ใต้ดิน ทำดีไปเถอะ เดี๋ยวพอขุดขึ้นมา พ่อโดดกอดคอใครเข้าจะว่าอย่างไร ผมฟังแล้วออกหนาวติดหมัดขึ้นมาเลย ไม่มี<noinclude></noinclude> aecxea7eea3rga7kr3s8tb0vzz1tv8w หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/7 250 88644 294964 286837 2026-08-18T07:16:09Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294964 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๕}}</noinclude>จากสำนักพิมพ์ ในบรรดาศิลปินของไทย ชื่อ เหม เวชกร เด่นชัดในฐานะนักเขียนภาพวิจิตร พร้อมกันนั้นเขาก็ยังฝากฝืมือไว้ในบรรณพิภพด้วยงานวรรณกรรมแนวสยองขวัญ หรือเรื่องผี จำนวนนับร้อย ๆ เรื่องซึ่งอาจนับเป็นแนวประพันธ์แนวเดียวที่ เหม เวชกร เขียนไว้ เรื่องผีของ เหม เวชกร น่าสนใจอย่างไร ถึงทำให้สำนักพิมพ์วิริยะเลือกตีพิมพ์ผลงานของเขาเป็นลำดับแรก นอกจากเหตุผลว่าวรรณกรรมแนวสยองขวัญเป็นเรื่องที่ผู้อ่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมาที่วงการหนังสือและภาพยนตร์ผลิตสื่อแนวนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของผู้เสพ แต่เหตุผลที่มากไปกว่านั้นก็คือ เรื่องผีของ เหม เวชกร ให้มนต์ขลังในโลกอันลี้ลับผ่านทางตัวหนังสือและภาพวาดอันลือชื่อของเขา ที่เด่นมากก็คือ เป็นงานวรรณกรรมที่บรรยายฉากบรรยากาศ ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิตของคนไทยในช่วง พ.ศ.๒๔๗๖-๒๕๑๒ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ เหม เวชกร ผลิตงานวรรณกรรมแนวนี้นำเสนอต่อผู้อ่าน และได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ทฤษฎี เสมา ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วิเคราะห์กลวิธีการแต่งเรื่องสั้นแนวสยองขวัญของ เหม เวชกร ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การที่เหม เวชกร เขียนเรื่องผีได้ดี น่าจะมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เป็นต้นว่า เขาเป็นศิลปินที่ชอบเดินทางหาประสบการณ์ไปตามที่ต่างๆ เช่นป่าเขาและชนบท ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้เรื่องผีของเขามีบรรยากาศและเรื่องราวที่สมจริง นอกจากนี้เหมยังสนใจวรรณคดีไทยซึ่งมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้อกับความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แทรกอยู่เสมอ ประกอบกับเป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องอำนาจลึกลับ จิตวิญญาณ เมื่อผนวกเข้ากับความชำนาญในการเขียน<noinclude></noinclude> phou9q9jzlcm53kj4pggz2db3k9cky5 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/28 250 88680 294977 286876 2026-08-18T07:39:45Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294977 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๖}}</noinclude>ความสบายใจตลอดเวลา หวาดหวามอยู่เรื่อย ตะวันยิ่งค่อยต่ำลง หัวใจยิ่งจะมืดลงไปด้วย ระฆังวัดย่ำค่ำครางเยือก สุนัขเห่าหอนตามระเบียบของมัน ที่ชายวัดด้านโน้นเป็นเขตป่าช้า มีไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ระกะ อากาศแถวนั้นจึงมืดครึ้มน่ากลัว เวลานี้พวกญาติพร้อมใจกันจะไปขุดศพ แต่ดูยังกับสภาพจะไปฝัง ระฆังวัดดังระงมดังส่งวิญญาณ เวลาย่ำค่ำพวกผู้ใหญ่เคยพูดว่า เป็นเวลาที่ผีจะออกจากที่เก็บและหลุมฝัง คิดแล้วทำให้ใจกระวนกระวายยิ่งนัก "ลงมือกันหรือยังหลวงพี่?" เสียงใครร้องถาม แล้วก็มีเสียงแซงถามกันขึ้นอีก แต่เป็นเสียงเต็มใจบ้าง ไม่เต็มใจบ้าง บางเสียงว่า "ขุดกลับเสียที นอนหลับอยู่หลายวันมาแล้ว หน้าตาจะเป็นอย่างไรบ้างป่านนี้" เสียงครั้งหลังนี่ไม่เป็นมงคลหูเลย รู้สึกเกลียดผู้พูดจริงๆ บางคนทำท่าอยากจะไปขุดนัก อยากจะยุ่งกับของเหม็นของน่ากลัว ดูกล้าหาญอย่างคนบ้าแท้ๆ อยากรู้นักว่า ถ้าเปิดฝาโลงขึ้นแล้ว ใครนะจะเป็นคนชะโงกหน้าดูในโลงศพนี้จะฟื้นจริงหรือไม่ ครู่นั้นเองหลวงน้าปั่นก็เดินนำหน้าพวกญาติมุ่งตรงเข้าเขตป่าช้า เราเดินกันเป็นแถวสายยาว ที่หลุมดินยังพูนอยู่มาก เพราะเป็นศพใหม่ ป้ายชื่อปักไว้เด่น แสงสว่างยังพอมีอยู่บ้าง ยังไม่ถึงกับต้องจุดไฟ หลวงน้าปั่นบอกให้ลงมือขุดได้ พวกที่ใจกล้าแข็งก็ฉวยจอบเสียมลงมือกันทันที เป็นเวลาชั่วครู่ เสียงคนขุดร้องว่าถึงแล้ว ผมบังหลังยายและญาติฝ่ายหญิงอยู่ห่างๆ ใจคอเต้นระส่ำระสาย เจ้ากลิ่นศพอื่นที่ฝังตื้น ๆ ส่งกลิ่นฉุย ๆ ทำให้เกิดความกลัวขึ้นทันที เสียงผู้ทำการขุดโต้เถียงกันเองว่าควรขุดด้านโน้นก่อนด้านนี้ก่อน จะได้ยกโลงขึ้นสะดวก ชั้นแรกผมไม่ตั้งใจจะอยากดู แต่ก็อดชะเง้อไม่ได้ เอามือยันไม้หลักอันหนึ่งเพื่อยันตัวให้สูงด้วยใจเต้นรัว อยากรู้ว่าโลงจะขึ้นพ้นดินแล้วหรือยัง มาสะดุ้งตัวเอาตอนที่นึกเฉลียวใจว่าตัวเองกำลังเอามือเท้ายันไม้อะไรอยู่ มันเป็นไม้ปักชื่อของผู้อยู่ใต้ดิน รีบหดมือแล้วโดดห่างด้วยความแขยงใจ ไม่ช้านั้นเองโลงได้พ้นหลุมขึ้นมาจนเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้พวกที่มุงดูชักถอยห่างออกบ้าง ผมแอบดูตามช่องรักแร้เขา เห็นไม่มีใครกล้าเปิดโลง ยืนมองหน้าเกี่ยงกันในที<noinclude></noinclude> n159vgczj988a1nfwcgtdhs2ptajzq7 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/29 250 88683 294978 286915 2026-08-18T07:42:09Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294978 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๗}}</noinclude>"ใครจะเปิดล่ะ?" หลวงน้าปั่นถามดัง ๆ แต่ไม่มีใครรับปากเลยสักคน ลงท้ายหลวงน้าปั่นกับพระอีกสองรูปจึงช่วยกันงัดฝาโลง เสียงตะปูถอนดังแกร๊ก เสียงกระทุ้งดังตึงตัง มันยิ่งเร่งเร้าหัวใจนัก มันเป็นเสียงของการจะได้ผจญกับท่าทางของผู้นอนในนั้น เสียงดังแกร๊กใหญ่แล้วเสียงฝาโลงถูกหงายลงดินดังพลั่ก แสดงว่าฝาโลงเปิดออกหมดแล้ว เสียงคนเงียบดังถูกบังคับ ไม่มีใครพูดอะไรกันเลยแม้แต่จะออกความเห็น กลิ่นเหม็นเน่าของศพได้พลุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นน้ำอบไทยอย่างผะอืดผะอม ทุกคนอึดใจ ผมอัดใจแทบขาดใจตาย "ทำไมเหม็นเล่าหลวงพี่ครับ? ท่าจะเหลวเสียแล้ว" เสียงใครในจำนวนญาติร้องถามขึ้นมา "นั่นน่ะซี" หลวงน้าปั่นตอบอย่างลังเล "หรือจะเหม็นเพราะอับ" "ไม่เป็นการเสียแล้วละพวกเรา" ตาแก่คนหนึ่งพูด "หลอกให้เราขุดเล่นกระมัง ธรรมเนียมคนฟื้นก็ไม่เน่าเลย" พวกทั้งหมดมองหน้ากันพูดไม่ออก ผมกอดเอวพี่สอนและยายแน่น ความกลัวได้เพิ่มขีดขึ้นสูงอีตอนกลิ่นกระจาย อากาศมืดลง ตะเกียงแสงสว่างก็ไม่ค่อยสว่างนัก ต้นไม้ยืนต้นทะมึน จักจั่นเรไรไม่ร้องระงมตามที่น่าจะร้องในดงไม้ใหญ่ จึงเพิ่มความเงียบวังเวงขึ้น ลมพัดมาบ้างพอทำให้ใบไม้เคลื่อนตัว เกิดเสียงการเคลื่อนไหวคล้ายสิ่งอื่นเคลื่อนตัวในความมืด ทำให้หัวใจไม่เป็นปรกติเลย ผมมีหัวใจเร่าร้อนอยู่ว่า ทำไมไม่กลับฝังเสียอีกเล่า เปิดโลงไว้เหม็นจะตาย เกิดทุ่มเถียงกันระเบ็งเซ็งแซ่ไป บ้างโกรธ ๆ บ้างให้รีบฝัง บ้างให้รอไว้ก่อนให้หมดสงสัย เสียงที่ให้รอไว้ก่อนนี้หัวใจผมจะคลั่งตาย เอาวิมานอะไรกัน และในบัดนั้นเองก็มีคนคนหนึ่งร้องเสียงหลง "ฟื้นแล้ว!" ผมสะดุ้งทั้งตัว ใจแทบหยุดเต้น ทุกคนก็คงเหมือนผม และรู้สึกว่าเกิดอลวนกันยกใหญ่ ที่อยากเห็นอยากรู้ก็ฮึดกันเข้าไป ฝ่ายหญิงมีสีหน้าซีดตื่นเต้นใจ ใจผมไม่อยู่กับตัว เสียงคนเฮและพูดกันเอาศัพท์ไม่ได้ ผมชะเง้อคอลอดตามช่องว่างทอดตาไปที่ปากโลง คอยอยู่จะรู้ว่าร่างที่ห่อผ้าขาวเน่าเปื่อยนั้นจะฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร กลิ่นเหม็นออกคลุ้งแสดงว่าเน่าเฟะ เหตุไรจะฟื้นได้ ครั้นจะแทรกคนเข้าไปดูก็ไม่กล้า<noinclude></noinclude> 86b3i3joh6e42lwkekutuxbimn94z72 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/30 250 88696 294979 286917 2026-08-18T07:44:15Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294979 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๘}}</noinclude>"เอา ! พวกเราอุ้มเอาแต่ตัวไป เอาโลงทิ้งไว้วัด" หลวงน้าปั่นร้องสั่ง ผมใจเต้นรัว "เอาผ้าขาวและตัดตราสังออกก่อนซิครับหลวงพี่ เอ! เหม็นได้อย่างไรนี่ คนก็ฟื้นแล้ว" "คงจะเน่าแต่เพียงผิวหนังเท่านั้นเอง" "ท่าจะจริง" "เอ้า! ตัดผ้าออก ตัดตราสังเลย" นอกจากเสียงคนเหล่านี้ ก็มีเสียงคนแก่ ๆ พูดว่าขอบคุณพระยมที่ปล่อยน้้าอั๋นกลับมาอีกอย่างปรานี บ้างรับขวัญ บ้างดีใจร้องไห้โฮ รวมทั้งเสียงต่าง ๆ และภาพที่เห็น หัวใจผมอลเวง ศพที่ถูกยกออกจากโลง วางลงที่เนินหญ้า ผู้คนที่ออแน่นค่อย ๆ ห่างออกเนื่องจากกลิ่นแรง หรือมีความกลัวเจือปน ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ว่านั่นคือศพ อดจะฉงนและหวาดหวั่นใจไม่ได้ ทุก ๆ คนคงกำลังใจเต้น เพราะอีกประเดี๋ยวร่างกายที่เน่าเปื่อยนั้นจะลุกขึ้นมาได้ ผมได้มีโอกาสเห็นศพได้ถนัด ด้วยว่าคนที่มุงใกล้ถอยห่างออกไป ร่างนั้นอยู่ในถุงขาวห่อหุ้มตราสังมัดแน่น น้ำเหลืองเลือดหนองเลอะเทอะ ใครสองสามคนผมไม่รู้จัก เอามีดตัดตราสังออกแล้วฉีกถุงผ้าขาวแสนเปรอะนั้นออก มองดูห่างๆ ใจคออดเสียวไม่ได้ ดึงผ้าขาวออกชั้นหนึ่งใจก็เต้นรัวไปตามด้วย เร่าร้อนวูบวาบหวั่นไหว ประดุจว่าถ้าถึงชั้นในคือร่างกายของผู้ตาย เมื่อนั้นหัวใจผมจะดับลง ในครู่นั้นเอง ผ้าห่อชั้นในหลุดออก ร่างกายเน่าเฟะนอนอยู่อย่างคนตายธรรมดา ไม่มีทีท่าจะฟื้นคืนชีวิตได้เลย มีเสียงถกเถียงของพวกญาติอีกพักหนึ่ง กลิ่นเหม็นก็อบอวลแทบจะทนไม่ได้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกพุ่งเข้าไปในลำคอ อึดใจไว้นานก็จะขาดใจ ครั้นจะระบายหายใจกลิ่นที่เข้าทางจมูก จะพ่นออกทางคอรู้สึกคอขม ท่านพวกนี้จะขุดผีขึ้นมาทำไมกันหนอ เพียงแต่ฝันก็เชื่อกันได้ ขุดขึ้นมาแล้วก็เห็นอยู่แก่ตา ศพก็เป็นศพอย่างนั้น แต่เมื่อสักครู่ใครตะโกนว่าศพกระดิกตัวได้ ถึงกับแก้ห่อออกแล้วมานอนเฟะอยู่อย่างนี้ "คุณพระช่วย!" ผมผงะถอยหลังและร้องออกมาด้วยความตกใจ ศพกระดิกแขนได้จริง ๆ คนที่ล้อมดูนิ่งงันอยู่กลับเอะอะกันเซ็งแซ่<noinclude></noinclude> 50ko3flatynz8lbcy8b48exzu2lxqm2 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/31 250 88697 294980 287159 2026-08-18T07:47:31Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294980 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๒๙}}</noinclude>ผมกลัวถึงกับขาสั่น แสงไฟส่องพอแลเห็นถนัด ศพกระดิกแขนทั้งสองข้างแล้วกลอกหน้าช้า ๆ กิริยาดังหุ่นยนต์ที่ชักด้วยใย ความตกใจกลัวมิใช่จะเป็นแต่ผมคนเดียว ผู้ใหญ่บางคนถอยออก ผู้หญิงร้องกรี๊ด และแล้วต้องตัวชาแข็งเย็นวาบถึงสันหลัง เพราะเหล่าสุนัขพากันหอนต้อนรับการกระดิกตัวของศพ ทั้งพระและคฤหัสถ์ยืนดูอย่างงง ๆ ตาแก่สัปเหร่อคร่ำเครอะสองคนก้าวล้ำเข้าไป ตรงเข้ายกศพหัวท้ายวางลงบนฝาโลงที่งัดออก แล้วร้องชวนเพื่อนกันอีกหลายคนให้ช่วยหามไปศาลา เกิดเงียบอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่มีใครเต็มใจจะคลุกกับน้ำเหลืองที่เหม็นจนเวียนหัว แต่ก็มีคนแก่ๆ อีกสองสามคนที่พอจะเคยคุ้นกับศพเน่าเหม็นโดดเข้าช่วยหามขึ้นศาลา พวกทั้งหมดก็เฮตามกันไปทั้งหมด แต่ไม่มีใครสมัครเดินหลัง เพราะเป็นความรู้ที่แน่ชัดทุกคนว่า ข้างหลังคือป่าช้าที่เต็มไปด้วยศพนับไม่ถ้วน ส่วนผมเลือกอยู่กลางขบวน เพราะจะล้ำหน้าไปก็จะใกล้ศพน้าอั๋นที่หามไป คืนนั้นทั้งคืน พวกพระเกือบทั้งวัดพร้อมด้วยฆราวาสอยู่ยามตามไฟกันที่ศาลา พระรูปใดมีวิธีที่จะแก้ไขศพให้ฟื้นเร็วก็แก้ไขไปตามเรื่อง เช่น เอากระดาษฟางมามาก ๆ ซับน้ำเหลือง เอาน้ำอบมาพรมดับกลิ่น หายาหอมชูกำลังมากรอกผู้ที่ฟื้นให้มีกำลัง แล้วมีการสวดต่ออายุกันเลย คนแก่พร่ำรับมิ่งชิงขวัญ ขอให้อายุยืนจนกว่าจะแก่เฒ่า เจ็ดวันผ่านหลังไป แผลตามตัวของผู้ฟื้นจึงค่อยหายลงบ้าง เกือบจัดว่าเป็นคนธรรมดา นั่งลุกได้นานๆ อาหารก็เริ่มรับประทานได้บ้าง พวกญาติจึงรับกลับบ้าน และคิดกันไว้ว่าจะฉลองขวัญให้สาสมกับที่คืนร่างเป็นมนุษย์อีกดังเกิดใหม่ และบ้านที่กลับมาอยู่ก็เป็นบ้านที่เขาตายนั่นเอง ยายกับผมจะต้องอยู่จนเขาฉลองกันเรียบร้อย จะเพราะอะไรก็แล้วแต่ ใจผมยังระแวง ๆ แม้จะทราบว่าน้าอั๋นฟื้นคืนชีพเป็นคนเรานี่แล้ว แต่มันก็ยังแว่ว ๆ อยู่ว่าแกคือศพที่ตายแล้วเจ็ดวัน ขุดขึ้นมาก็เน่าเฟะ หากจะรักษาหายก็คงไม่ไว้ใจอยู่นั่นเอง ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาและมาอยู่บ้านยังไม่เคยสบตากันเลย นัยน์ตาแกบัดนี้เป็นนัยน์ตาอีกคู่หนึ่งซึ่งผิดไปจากแววตาน้าอั๋นแต่เก่าก่อน มีแววลึกและคมเฉือนหัวใจนัก บางคราวคล้ายจะมองใคร ๆ โดยกิริยาแอบ ๆ มีเล่ห์กระเท่ห์<noinclude></noinclude> shbfdsfzx4wxp8v2ic047fhej7vnwek หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/32 250 88749 294981 287166 2026-08-18T07:48:50Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294981 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๐}}</noinclude>ผมสังเกตเสมอ และนึกเห็นว่านัยน์ตานั้นเป็นตาของผู้มีจิตคิดประทุษร้ายโดยแท้ และที่สงสัยใจทำให้เกิดขยาดกลัวก็เพราะน้าอั๋นเคยรักผมดี แต่บัดนี้ไม่มีกิริยาหรือแววตาว่าจะรักผมเหมือนที่เขาเคยรักแต่เก่าก่อน ยิ่งกว่านั้นทำไม่รู้จักผม คล้าย ๆ จะจำผมไม่ได้ หรือว่ายังไม่หมดความเจ็บไข้ ประสาทจะไม่คงเดิม ฟั่นเฟือนจำใครและเรื่องราวอะไรไม่ได้ แววตานั้นจึงไม่เป็นแววตาเดิม และข้อสังเกตที่น่าสงสัยอีกข้อคือ อ้ายแว่น สุนัขเลี้ยงเก่าแก่มันไม่ยอมเข้าใกล้น้าอั๋น ทั้ง ๆ ที่มันเคยรักน้าอั๋นมาก ถ้าหน้ามันกับน้าอั๋นตรงกันเข้าเมื่อใด มันจะฮื่อเบา ๆ และถอยหลัง สำนักของน้าอั๋น พวกญาติได้จัดให้อยู่เรือนหลังหนึ่งไม่มีฝาเลย ดูคล้ายโรงโขน ครั้นจะให้อยู่รวมกับพวกญาติ ตัวคนเจ็บไม่ยอมจะอยู่ร่วม ขออยู่สันโดษ หากว่าจะมีบ้านอีกสักหลังซึ่งไม่ติดต่อกับใคร เขาคงจะขออยู่หลังนั้น แต่หากจนใจ เพราะเรือนทุกหลังมีคนอยู่เต็มหมด จะยึดเป็นสิทธิ์แต่ผู้เดียวได้ก็แต่เรือนแบบโรงโขนฝาไม่มีนั่นเอง ผมเคยถูกใช้ให้นำอาหารไปให้น้าอั๋นโดยผู้เดียวตัวต่อตัวครั้งหนึ่ง เกิดอึกอักถึงกับบอกปฏิเสธอย่างแข็งแรง ไม่ยอมเด็ดขาดที่จะใกล้กรายน้าอั๋น นับแต่แกนั่ง ๆ นอน ๆ เรือนโรงโขนมาก็หลายวัน ผมไม่เคยเข้าไปใกล้เลย มองแต่เพียงห่าง ๆ คืนนั้นเกือบค่อนรุ่ง ห้องนอนของผมอยู่ทางด้านหนึ่งห่างเรือนโล่งนั้นเล็กน้อย ถ้าโผล่หน้าต่างก็เห็นภาพมนุษย์ครึ่งคนครึ่งผีได้ถนัดชัดเจน เมื่อผมปวดปัสสาวะลุกจากมุ้งโงนเงน อดที่จะมองจากช่องหน้าต่างออกไปไม่ได้ เพราะผมอยู่ในแง้มมืด อาจมองทางโน้นได้ข้างเดียว ที่น้าอั๋นนอนนั้นเขาจุดตะเกียงตามไฟไว้สว่างตลอดรุ่ง จึงมองเห็นร่างของแกได้ถนัด แปลกใจที่แกไม่ยักนอน แกนั่งอยู่บนที่นอนเงียบ ๆ มุ้งตลบขึ้นไม่เอาลงแสดงว่ายังไม่ได้นอนเลย แต่ผู้คนในบ้านนอนกันเงียบ นับว่าในยามนั้นและบ้านนั้น มีมนุษย์ที่ยังไม่หลับคือผมกับน้าอั๋นเท่านั้น และทุก ๆ สิ่งเงียบสงัดสงบนิ่ง แม้แต่เสียงจิ้งจกตุ๊กแกก็ไม่มี นาน ๆ มีเสียงไก่ขันอยู่ไกล ๆ นึกใจคอไม่ค่อยดี นึกเสียใจตนเองที่มาเกิดปวดปัสสาวะในยามนี้ ถ้าหากน้าอั๋นเหลือบมาเห็นแล้วร้องเรียกให้ไปหาจะว่าอะไรกันนี่ นกกุ๊กร้องอยู่ยอดไม้ใกล้วังเวงน่ากลัว น้าอั๋นนั่งเฉยไม่กระดุกกระดิกคล้าย<noinclude></noinclude> 3fsrvtkm0qlmd81agg8jzsojfbmjl4s หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/33 250 88768 294982 287260 2026-08-18T07:49:53Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294982 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๑}}</noinclude>รูปปั้น นกแสกบินร้องข้ามหลังคาไป ผมสะดุ้งเสียวใจถึงกับทรุดนั่งลงพ้นหน้าต่าง แต่แล้วกลับคุมสติลุกขึ้นยืนเพราะจะเดินเข้ามุ้ง ในชั่วระยะที่ผมขยับกายนั่นเอง ผมเหลียวหน้าไปดูทางน้าอั๋น มนุษย์ผู้น่ากลัวนั้นได้ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว บิดเนื้อบิดตัวอย่างเมื่อยขบ เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนจะมองใคร ผมตกใจตาค้าง อย่างไรกันนี่ น้าอั๋นมนุษย์ครึ่งดีครึ่งเสีย ลุกยืนได้เมื่อไร แต่แรกหมอบอกว่าเส้นสายตายหมดถึงกับจะเป็นง่อย เนื่องจากถูกมัดด้วยตราสังและฝังดินถึงเจ็ดวัน ร่างกายจึงชากลายเป็นง่อยไป ปรกตินับแต่กลับมาจากหลุมได้แต่นั่ง ยืนไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ แต่เวลานี้แกลุกขึ้นได้ในยามดึก หากจะนับว่าบุญกุศลเส้นสายเกิดมาหายอย่างรวดเร็วโดยไม่นึกไม่ฝันเช่นนี้ ก็น่าจะดีใจแก่ตัวแกเองและดีใจในวงศ์ญาติด้วย ผมเกิดสะกิดใจขึ้นและขนลุกเกรียว ถ้าหากแกลุกขึ้นได้ด้วยเหตุอื่นล่ะ? นึกไปก็ใจสั่น ไม่เคยมองแกนาน ๆ เลย คราวนี้ต้องมองนานเพราะเกิดสงสัย และทั้งถือว่าตัวเป็นต่อ อยู่ในที่มืดกว่า มองดูได้ข้างเดียว ข้อสงสัย แกจะทำอะไรต่อไป? แกยังยืนเฉยคล้ายไม่แน่ใจอะไรของแกเอง น้าอั๋นฟื้นมาคราวนี้ มีอะไรผิดๆ ไปมากมาย มิใช่น้าอั๋นเดิม แต่เจ้าร่างกายของแกเท่านั้นที่แสดงว่าเป็นน้าอั๋น และหลุมที่ขุดขึ้นมาก็เป็นหลุมที่มีไม้ปักชื่อน้าอั๋นโดยถูกต้อง จะเป็นเพราะผมคนเดียวหรือไรไม่ทราบได้ ที่ไม่ยอมคิดว่าร่างกายที่เห็นนั้นคือตัวน้าอั๋นจริง ๆ เคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าว่า มีคนตายไปแล้วสามคืน ศพไม่เน่า ญาติจึงเปิดฝาโลงไว้คอยให้หมดสงสัย และก็กลับฟื้นได้จริง แต่น้าอั๋นนี่เขาทั้งผูกทั้งมัดคลุมผ้า ใส่โลงตอกตะปูฝังดินตั้งเจ็ดวันแล้วกลับฟื้นขึ้นมาได้ ทำให้เป็นปัญหาว่า น้าอั๋นที่เห็นอยู่นี่เป็นมนุษย์หรือเป็น... น้าอั๋นบ่ายหน้าเดินไปยังห้องหนึ่งอย่างช้า ๆ เหลียวหน้าซ้ายขวาและเข้าไปในห้องนั้น ทิดจุ่นลูกพี่ลูกน้องกันนอนอยู่ในห้องนั้น เสียงสุนัขใต้ถุนได้หอนขึ้น ผมตกใจหัวใจวูบเหมือนมันจะออกมาทางปาก ผมโผนเข้ามุ้งปลุกผู้ใหญ่ที่นอนด้วยกันอย่างกระหืดกระหอบ เจ้าประคุณเอ๋ย แกช่างขี้เซา กว่าจะรู้เรื่องราว เสียงอื้ออ้า อืดอาด ผมกลัวจะเสียเวลา จึงฉุด<noinclude></noinclude> 9fv76mxlo82cnjgf5ex8kgudteyqjbe หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/34 250 88778 294983 287267 2026-08-18T07:51:38Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294983 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๒}}</noinclude>มือแกมาที่หน้าต่าง และชี้ให้แกดูไปยังที่นอนน้าอั๋น เอ๊ะ อะไรกันนี่ น้าอั๋นคงนอนอยู่กับที่ดังเดิม เมื่อกี้แกลุกไปห้องโน้น ทำไมกลับมาเร็วนัก "อะไรกัน?" ผู้ใหญ่นั้นกระซิบถามผม ดวงตาแกก็จับดูไปทางน้าอั๋นอย่างสงสัย ผู้ใหญ่คนนั้นคือทิดก๋อยนั่นเอง "เมื่อกี้แกลุกเดินไปห้องทิดจุ่น" ผมบอกแกเสียงสั่นๆ และลังเลใจเป็นกำลัง "บ้า! จะลุกได้อย่างไร คนเป็นง่อย" ทิดก๋อยดุและบ่ายหน้าจะเข้ามุ้ง "โธ่ ฉันเห็นจริงๆ น้าก๋อย เดินไปได้จริง ๆ" "มึงตาฝาดไปน่ะซี" ผมหมดทางพูด ไม่มีอะไรจะพูดได้อีกนอกจากอึดอัดนึกงงงัน ชั่วเวลามาปลุกทิดก๋อยสองสามอึดใจ น้าอั๋นกลับมานอนเสียแล้ว ผมเลยกลายเป็นคนตาฝาด ให้ตายเถอะ เห็นกับตาจริง ๆ คลานเข้ามุ้งตามทิดก๋อย ตั้งใจจะนอนต่อไป แต่ไม่หลับ ใจมันครุ่นคิดถึงภาพที่เห็นเมื่อกี้ หูคอยแว่วฟังเสียงอยู่ตลอดเวลา สักครู่ทิดก๋อยก็กรนต่อไป ตกลงในบ้านเวลานั้นมีคนที่ไม่หลับเพียงสองคน คือผมกับน้าอั๋น ตอนรุ่งเช้า ไม่มีใครรู้เรื่องราวอะไรในยามดึกนั้นเลยทุกคน ต่างคนต่างมุ่งหน้าประกอบกิจของตนไป ผมนั้นเป็นคนคอยจับตาดูกิริยามนุษย์ครึ่งผี และคอยดูความผิดแผกของทิดจุ่น อยากรู้ว่าทิดจุ่นจะเป็นอะไรบ้าง ให้ตายซี ทิดจุ่นเป็นไข้ขึ้นตอนสาย และเป็นอย่างอาการหนัก ตาแดงก่ำดังสายเลือด พูดไม่เป็นภาษา ตอนนี้เองทิดก๋อยหันมองดูผม และชักจะเชื่อเหตุการณ์ตอนดึกที่ผมเล่าให้ฟังขึ้นบ้าง และตกตอนบ่ายนั้นเอง ทิดจุ่นได้ตายลงโดยหมอปะทะไม่อยู่ มีการฝังกันอีก แต่ผมไม่เอาแล้ว เข็ดจนตายไม่ไปกับเขา คงอยู่บ้านกับคนอีกหลายคน การโกลาหลได้เกิดขึ้นอีกอย่างหนัก อีกสองสามวันคนบ้านติดๆ กันได้ตายไปอีก ผู้หญิงสองผู้ชายสาม ยายผมขลาดต่อการไข้กว่าใคร ๆ แกรีบพาผมข้ามคลองไปอาศัยบ้านพรรคพวกเยื้องกันเล็กน้อย พอตะโกนกันถึง ครั้นจะกลับบ้านเสียเลยก็น่าเกลียด ด้วยเป็นยามกลียุค อีกหลายคนในบ้านเริ่มระแวง และเพ่งเล็งถึงมนุษย์ครึ่งผีครึ่งคนขึ้นบ้างแล้ว แต่ทิดก๋อยนั้นเชื่อแน่เลย แอบกระซิบกับผมว่า "หะแรกกูไม่<noinclude></noinclude> l07gqui90h595bs2btm56lvy3t0y1cl หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/35 250 88779 294984 287290 2026-08-18T07:53:00Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294984 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๓}}</noinclude>เชื่อมึงว่ะ" ทุกคนต่างตีห่างไม่กล้าจะมีใครเข้ากล้ำกรายน้าอั๋น มีแต่ตาซึ่งเป็นพ่อของน้าอั๋นเท่านั้นคงเข้าใกล้ชิดตามเคย พอรุ่งขึ้นคนไข้อีกห้าคน หญิงสองชายสามที่เจ็บอยู่ก็ตายลง เกิดการตายในละแวกบ้านใกล้เคียงน้าอั๋น จึงร้อนถึงกำนันผู้ใหญ่บ้าน บังคับคนที่ยังไม่เจ็บให้ย้ายหนีไปโดยเร็ว พวกคนแก่กระซิบด่าแช่งชักหักกระดูกมนุษย์ครึ่งผีอย่างกระซิบกระซาบ ต่อมาการตายของย่านนั้นก็เพิ่มขึ้นอีก จึงต่างย้ายหนีกันไปหมด ปล่อยทิ้งมนุษย์ครึ่งผีแต่ผู้เดียวนอนแซ่ว เกิดการทุ่มเถียงกันขึ้นในหมู่วงศ์ญาติอย่างขนาดหนักที่พวกย้ายหนีการตายจะเอาน้าอั๋นไปด้วย ไม่มีใครยอมรับรอง กระทั่งผู้หนีก็ไม่ยอมจะเอาไปด้วย ลุงเลยจนปัญญาต้องหนีไปแต่ตัว การอพยพได้เป็นไปอย่างบ้านแตกสาแหรกขาด ละล้าละลังห่วงหน้าห่วงหลัง ญาติบางคนปลงอนิจจังน้าอั๋น สู้อุตส่าห์ขุดขึ้นมาพ้นความตาย เท่ากับเกิดใหม่ บัดนี้จะต้องมาถูกทอดทิ้งทั้ง ๆ ที่ยังเดินไม่ได้ แล้วใครจะหุงหาให้กิน เมื่อนึกดูก็น่าเวทนา การตายอย่างระเนระนาดเมื่อไปสงสัยน้าอั๋น มันก็แต่สงสัย ความจริงมันก็หาแน่ชัดลงไป เพราะน้าอั๋นนอนแซ่วอยู่กับที่ แต่คนอื่นเป็นไข้ตายกันไปเอง เมื่อจะลงโทษกันก็ยากจะเอาอะไรมาพิสูจน์ ลักษณะการณ์ของน้าอั๋นที่ลุกขึ้นเดินได้ในยามดึกน่ะสิเป็นประกันแน่ชัด แต่ก็มีผู้รู้เห็นเพียงผมคนเดียว ผู้ที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ยังลังเลใจทิ้งคนไข้ไว้ไปลงคอ ยังนอนเจ็บและหายใจอยู่แท้ๆ จะทิ้งไปได้ก็ใจร้ายนัก ผู้ที่ห่วงมากที่สุดก็คือตาผู้เป็นพ่อของน้าอั๋น ตัดสินใจว่าต้องอยู่เป็นเพื่อนน้าอั๋น ยายกับผมยังคงอาศัยบ้านอยู่ตรงข้ามคลองตามเดิม เพื่อช่วยเหลือตาใหญ่เมื่อยามฉุกเฉิน บ้านฝั่งเดียวกับบ้านน้าอั๋น พากันทิ้งบ้านไปหลายหลัง เลยกลายเป็นตำบลที่เปลี่ยววังเวงและเงียบอย่างน่าสยดสยอง ผมร้องไห้ด้วยความกลัวและกลัดกลุ้ม อยากจะกลับบ้านไปเสียให้พ้นแดนผีปีศาจที่ร้ายกาจ แต่ยายยังไม่ยอมกลับ อ้างว่ายามคับขันเช่นนี้ เป็นญาติกัน ถ้าไม่ห่วงกันก็รู้สึกเป็นคนใจดำที่สุด ผมถอนใจสะท้อน ตอนพระอาทิตย์ตก พวกสุนัขเริ่มหอนกันเป็นหมวดเป็นหมู่ คำพูดของยายเมื่อตอนแรกก้องอยู่ในสมอง ว่าเสียงอย่างนี้เป็นเสียงสัญญาณ<noinclude></noinclude> 1bgr9hmp277u164fysi9h4afo97mu3c หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/36 250 88788 294985 287337 2026-08-18T07:55:08Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294985 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๔}}</noinclude>แห่งมรณะ หัวใจผมแทบทะลัก ผมมองไปที่บ้านมนุษย์ผี เห็นตัวเรือนดำมืด ปราศจากแสงไฟ ไม้ใหญ่ยืนต้นอยู่ใกล้บังแสงสว่างจนทำให้บริเวณนั้นมืดทึบ แสงอาทิตย์แดงฉานที่กำลังลับดินส่องแสงแดงฉานลอดตามช่องโหว่ของกิ่งไม้ ดูน่ากลัว มันเป็นสัญลักษณ์แห่งเลือดแห่งความตาย สุนัขไม่หยุดหอน ผมร้องไห้ขึ้นมาเฉย ๆ เริ่มจะนึกห่วงตาใหญ่ สงสารแกที่ตัดสินใจอย่างกล้าหาญผจญอยู่กับอันตรายทั้งโรคร้ายและภูตผีปีศาจ บ้านนั้นนอกจากน้าอั๋นที่น่ากลัวแล้ว ยังมีการตายของทิดจุ่นบนบ้านนั้นอีก รวมทั้งการตายของคนอื่นบ้านลังติดๆ กันรอบบ้าน จนดวงตะวันลับโลกไปจนมืดมิด ก็มีเสียงโวยวายขึ้นที่บ้านน้าอั๋น เป็นเสียงผู้ชาย พวกสุนัขก็หอนประดังขึ้นจนฟังอะไรไม่ได้ศัพท์ เสียงนั้นเป็นเสียงที่เกิดจากความกลัว ยายและใคร ๆ ในบ้านที่อาศัยเขาพักอยู่ตกใจไปทุกคน ต่างวิ่งออกมานอกชาน จ้องมองฝ่าความมืดไปยังเสียงนั้น แต่ความมืดทำให้ไม่รู้ได้ว่าที่นั่นกำลังมีอะไรเกิดขึ้น เสียงร้องนั้นดังแหวกเสียงหมาหอนดังข้ามคลองมายังเรา เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ทุกคนตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร บ้านมหาภัยนั้นไม่มีใครกล้าจะเหยียบย่างเข้าไป และเสียงร้องนั้นชัดแน่ว่าเป็นเสียงตาแท้ ๆ มันเกิดอะไรขึ้น! น้าอั๋นทำอะไรแก ทุกคนหน้าตื่นมือไม้สั่น ใครเล่าจะข้ามไปที่นั่น ได้แต่เพ่งตาแทบปะทุไปก็ไม่ทะลุเห็นภาพอะไรได้ มันดำมืดจริง ๆ ผมใจคอพลุกพล่านจะเป็นลม หมาไม่หยุดหอน เรายืนกันที่นอกชานหลายคนแต่ไม่เกิดความอบอุ่นเลย ไม่มีใครคาดคะเนได้ว่าป่านนี้ตาจะเป็นอย่างไร และเสียงร้องขอความช่วยเหลือได้เงียบไป คงยังอยู่แต่เสียงสุนัขทั้งเห่ากระโชกและหอน ทิดป๋อเจ้าของบ้านที่เราอาศัยฮึดฮัด "ไปกันนะ ฉันนำหน้าเอง" จึงเอะอะหาคบไฟและมีดไม้ทั่วตัวคน บ้างทำเสียงขึงขังปลุกใจตนเองให้กล้าแข็ง เพื่อจะข้ามไปบ้านมรณะ กระนั้นเสียงที่ทำขึงขังก็ยังมีสั่นแสยงเจือปน ผมเป็นเด็กไม่ต้องไปกับเขา อยู่กับพวกผู้หญิงและยายที่บ้านนี้ รวมชายได้หกคน ถือคบเพลิงและอาวุธครบมือลงเรือ พวกชาวบ้าน<noinclude></noinclude> q5ben33ztq9gln02ihjcwiqme1haq52 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/37 250 88800 294986 287339 2026-08-18T07:56:32Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294986 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๕}}</noinclude>ใกล้เคียงทั้งสองฟากโผล่หน้าดูกันสลอน บางบ้านเอาเรือออกมาสมทบ เดินขบวนขึ้นบนลานบ้าน แสงไฟสว่างไสว ผมมองดูอยู่ด้วยหัวใจระทึก อยากจะทราบว่าผลมันจะลงเอยประการใด พวกที่ไปทำเสียงให้คึกคักเอะอะจนฟังไม่ได้ศัพท์ คนเหล่านั้นแห่กันขึ้นเรือน แสงไฟที่ลานดินจึงมืดลง ผมรอฟังผลอยู่เกือบชั่วโมง พวกนั้นก็ลงเรือกลับ พวกเราที่บ้านพยายามเพ่งตาดูว่าตาแกกลับมาด้วยหรือเปล่า แต่ก็มองไม่ถนัด เพราะคนหลายคนบังกันหมด พอเรือเทียบฝั่งพวกเราก็เฮลงไปถามกัน "ทิดไกรตายเสียแล้ว" เป็นเสียงร้องบอกจากพวกนั้น "ใครตาย?" ยายผมร้องถามเสียงหลง "ทิดไกร" ตอบสั้น ๆ พอขาดเสียง ยายร้องโฮ ทิดไกรคือตานั่นเอง พี่สอนก็ร้องไห้ประดังมาด้วย พวกที่ข้ามไปเล่าให้ฟังอย่างกระหืดกระหอบว่า พอขึ้นไปบนเรือนก็พบตานอนตายอยู่แล้ว ตาปลิ้นโปนแบบถูกบีบคอ นอนหัวห้อยอยู่ที่นอกชาน ส่วนน้าอั๋นหายไปอย่างประหลาด บัดนี้แน่ใจกันแล้วว่า น้าอั๋นนั่นคือผี และเป็นผีใครอื่นที่เข้าสิงในร่างกายน้าอั๋นมา ความผิดคือพวกเราไปขุดเอาผีมาขึ้นบ้าน ความลังเลสงสัยในน้าอั๋นแดงขึ้นแล้ว ทุกคนอกสั่นขวัญหาย หน้าไม่มีสีเลือด ในครู่หนึ่ง ชาวบ้านใกล้เคียงลงเรือข้ามมาอาศัยบ้านเรา กระซิบกระซาบกันเป็นกลุ่ม ๆ ที่ใครมีเครื่องรางดีแข็งใจกลับฝั่งเดิม มีใครคนหนึ่งเสียงครั่นๆ ด้วยฤทธิ์เหล้า กูจะตามอ้ายอั๋น กูจะสับให้แหลก สาปมันลงนรกอย่าผุดเกิด มันฆ่าพ่อมัน อ้ายสัตว์นรกมาเกิด เวลานี้ศพของตาได้เอานอนไว้ที่นั่นก่อน จนกว่าจะรุ่งเช้าจะได้จัดการเอาไปวัด กะไว้ว่าทุกคนจะไปทำบุญที่วัด ที่บ้านนั้นไม่มีใครสมัครใจไปทำบุญ จะต้องทิ้งร้างอย่างนั้นพลางๆ ก่อนตามที่ตกลงกันในหมู่ญาติ รุ่งเช้า อีกหลายครอบครัวได้อพยพข้ามฟากมาอาศัยฟากนี้ ดูอุ่นหนาฝาคั่งดีสำหรับฝั่งเรา มีพวกผู้ใหญ่หลายคนข้ามไปเพื่อนำศพตาไปวัด กว่าจะขึ้นเรือนได้ ดูต่างเกี่ยงกันขึ้นก่อนขึ้นหลัง กว่าจะเอาศพไปวัดได้เกือบเที่ยงวัน พระอีกหลายรูปมาช่วย ดูเป็นการโกลาหลนัก พระแก่ ๆ<noinclude></noinclude> q2ae2m78c3sq8xjwh71esdceos0r08i หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/38 250 88801 294987 287341 2026-08-18T07:57:27Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294987 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๖}}</noinclude>รูปหนึ่งได้มาตามบ้านทุกบ้าน ผูกสายสิญจน์ลงเลขยันต์ป้องกันให้ พวกเด็กและผู้หญิงสวมมงคลและตะกรุดกันพรึดไปเลย เมื่อฝังศพตาสำเร็จแล้วกลับมาบ้านตอนเย็น ทุกบ้านรีบหาอาหารแต่ยังไม่ค่ำ รับประทานแล้วปิดบ้านก่อนพระอาทิตย์ตก ประตูหน้าต่างปิดเงียบ บ้านไหนหาใบหนาดได้ก็มาเผื่อแผ่กัน ปักรอบทุกช่องบ้าน พอพระอาทิตย์ตกเราก็เข้าเก็บตัวในห้องแน่นไปหมด ผมเที่ยวหาของอุดช่องโหว่ตามร่องกระดาน บางคนแอบฝาลอดตาดูตามช่องโหว่ไปดูนอกบ้าน คนบนบ้านเรามากมายน่าอุ่นใจ แต่สีหน้าทุกคนไม่พ้นเงาแห่งความหวาดกลัวและหนักอกหนักใจไปทุกคน จะหาใครยิ้มสักคนนั้นหายาก บางคนนั่งบ่นห่วงวัวควายและข้าวปลาที่ทิ้งไว้ทางบ้าน ทิ้งให้อยู่ในความคุ้มครองของพวกสุนัขประจำบ้าน ไม่ปลอดภัยเลย หากจะมีโจรและผู้ร้ายเกิดขึ้นและฉกชิงเอาไป บางคนหนักใจว่าวันข้างหน้าจะทำอย่างไรกัน จะทิ้งบ้านมารวมกันอยู่กระนี้หรือ ส่วนผมไม่มีอะไรจะหนักใจอย่างพวกเขา หนักใจอยู่แต่ว่า เมื่อไหร่ยายจะไปให้พ้นแดนนี้เท่านั้น เหลือจะทนทานอยู่ได้แล้ว พอความมืดเต็มที่ หมาที่บ้านฝั่งโน้นก็หอนกันเกรียว พวกเราทุกคนหน้าซีดเผือด มองตากันปริบ ๆ ผมหนาวสะท้านถึงกับห่มผ้า แต่ก็อดจะแลลอดช่องฝาไปดูบ้านน้าอั๋นไม่ได้ สภาพบ้านนั้นเป็นไปอย่างเดิม มีความน่ากลัวประจำอยู่ ตัวเรือนดำมืดอยู่ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา เสียงหอนของหมาดูเยือกเย็น ผ่อนยาวเหมือนจะหยุดแต่ก็กลับดังขึ้นอีกดังนี้ไม่รู้จบ ทอดแล้วทอดอีก เวลาจะเข้าไปกี่ทุ่ม ผมไม่ทราบ ผมนอนแอบยายและพี่สอนแล้วก็หลับไป เหตุการณ์ตอนต่อไปจึงไม่ทราบอะไรอีกเลย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามดึก จึงได้ยินเสียงอะไรก้องมาเข้าหูสะดุ้งตกใจตื่น มันเป็นเสียงอะไรไม่แน่ชัดดังอยู่นอกเรือนกระเดียดไปข้างเสียงของคนตะโกนอย่างแหบแห้ง ฟังไม่ได้เนื้อความ เหมือนผู้อยู่นอกเรือนจะเรียกใครสักคนในเรือนนี้ แต่จะมีใครได้ยินหรือเปล่า ผมไม่ทราบเพราะในเรือนที่อยู่นั้นเงียบสงัด แสงไฟก็มืด นกหากินกลางคืนบินร้องผ่านไปแล้วก็บินร้องผ่านมาดูช่างพิกลนัก คล้ายมันจะบินมาเอาเรื่องอะไรที่นี่หรือไม่ก็บินมาพร้อมกับเสียงใครที่ตะโกนอยู่ที่ลานดิน นกชนิดนี้มีคนพูดว่า ถ้ามันบินข้ามหลังคาใคร หากบ้านนั้นมีคน<noinclude></noinclude> b0c6kp76dyvv36y55nzedj9268iwyc1 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/39 250 88802 294988 287343 2026-08-18T07:58:46Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294988 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๗}}</noinclude>นอนเจ็บอยู่ก็ตายเลย มิหมายถึงว่ามันมาบอกถึงความตาย แต่ที่บ้านนี้ไม่มีใครเจ็บอยู่เลย มิหมายถึงว่าบ้านนี้จะเกิดการตายอย่างบ้านโน้นเป็นตับๆ ไปอีกละหรือ ผมคิดแล้วสะดุ้งใจกลัวถึงตัวสั่น จะเกิดการตายกันอีกหรือนี่? ผมเพิ่งรู้ว่า เสียงที่ดังนอกบ้านหาได้ยินแต่ผมคนเดียวไม่ ที่แท้ได้ยินกันทุกคน และได้ยินก่อนผมเสียอีก เพิ่งรู้ว่าเขาตื่นกันก่อนผม ใครคนหนึ่งไม่ทราบคลานไปจากที่นอน เข้าใจว่าจะไปแอบดูตามช่องโหว่ข้างฝามาอีก ประเดี๋ยวได้ยินใครลุกไปอีกคนหรือสองคน ผมสะกิดพี่สอนที่นอนติดกัน กระซิบว่า "เขาไปดูทำไมกัน ประเดี๋ยวถูกผีหลอก" "บ้านเรามีใบหนาดปักอยู่ เข้ามาไม่ได้หรอก" พี่สอนกระซิบตอบ "มันจะเข้าบ้านเราไม่ได้ เราปักใบหนาดไว้ที่รั้วบ้าน มันก็ได้แต่ยืนอยู่ข้างนอกเท่านั้น" "แหม! อยากดูมั่งจริง" "ไปรึ?" "ไปซิ" ครั้นแล้วผมกับพี่สอนก็คลานไปด้วยกันที่ข้างฝาโหว่ กว่าตาจะชินกับความมืดข้างนอก ก็เพ่งกันเสียนาน ครั้นแล้วภาพต่าง ๆ ที่นอกเรือนก็ค่อยปรากฏ พอผมมองเห็นชัดก็ถึงกับโดดเข้ากอดพี่สอนด้วยความกลัว ที่ริมตลิ่งชายคลองตรงหัวสะพานน้ำ มีภาพของเจ้าของเสียงยืนอยู่ที่นั่น หัวใจผมเกือบไม่กล้าแข็งจะทนดูอยู่ได้ ไม่คิดเลยว่าเสียงที่ตะโกนอย่างแหบแห้งที่นอกบ้านนั้นจะเป็นเสียงพวกนี้เอง เรือมาดลำใหญ่เห็นรัวๆ มีฝีพายหลายคน ทุกคนมองดูแทบไม่ได้ ร่างกายตายซากบ้าง ขึ้นอืดบ้าง ผมใจสั่นริก ๆ กลางลำมีคนห่มผ้าคลุมตลอดตัวยืนนิ่ง ตั้งหน้าตรงขึ้นมาบนเรือน พวกฝีพายทุกร่างนั่งแข็งทื่อตั้งหน้าตรงไปตามลำคลอง เวลานี้เรือนั้นกำลังเทียบท่า คนที่ยืนกลางลำทำท่าจะก้าวขึ้นบกมา ผมสั่นไปทั้งตัว แต่ดวงตาคงจับภาพนั้นอยู่ "น้าอั๋น!!" ผมหลุดปากร้องออกมาอย่างตกใจ พี่สอนก็สะดุ้งรีบอุดปากผม น่าประหลาด อากาศก็มืด เหตุใดตาผมจึงเห็นพวกนั้นได้ชัดเจน ที่ผมตกใจเรียกชื่อน้าอั๋นออกไปนั้น รู้ว่าไม่ได้ดังเลย มันเป็นเสียงครางมาก<noinclude></noinclude> 48in4q9t9mookj09hgojelxpl98tn6z หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/40 250 88803 294973 287345 2026-08-18T07:29:26Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294973 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๘}}</noinclude>กว่า เพราะลิ้นไก่ผมก็จะแข็งอยู่แล้ว ปากคอสั่น ผมแทบร้องไห้เพราะไม่นึกว่าเสียงเจ้ากรรมของผมที่เรียกไปตะกี้นี้ จะดลบันดาลได้ยินไปถึงหูน้าอั๋นได้อย่างไร "ใครเรียก?" เสียงถามขึ้นมาอย่างแหบแห้ง แต่ช่างชัดเข้าหูอย่างพิกล ใจผมเหมือนฝัน แทบจะร้องตอบออกไปอยู่รอมร่อว่า "ฉันเองจ้ะน้า" แต่แล้วกลับยั้งได้ รู้สึกว่าแกมีอำนาจบังคับใจผม บัดนั้นเองร่างน้าอั๋นที่คลุมผ้ารุ่มร่ามก็ก้าวขึ้นท่าน้ำแล้วเดินอย่างช้าๆ แข็งๆ ตรงมาลานดินเฉพาะตรงกับช่องโหว่ที่ผมแอบดู ดังแกรู้ว่าผมแอบดูแกอยู่ที่ช่องนั้น แล้วแกก็ถามขึ้นมาเสียงแว่ว ๆ แห้งแหบแต่เย็นเยือกเข้าหัวใจ "ทองคำรึ?" ผมแทบสำลัก รู้ตัวว่าหัวใจจะทะลัก ตาพร่าประกายแล้วก็มืดวูบลง ไม่รู้อะไรอีกเลย ผมฟื้นขึ้นตอนเช้า พี่สอนกับยายบอกว่าผมเป็นลมสลบไปเพราะความกลัวล้นหัวใจ และยายจะพาผมหนีตำบลนั้นกลับบ้าน พี่สอนขอหนีไปด้วย ไม่กล้าอยู่ ปล่อยให้ญาติฝ่ายชายซ่อน ๆ อยู่แถวละแวกนั้นเพื่อดูแลทรัพย์สินบ้านช่อง เพราะการทิ้งบ้านไว้โดยต่างกลัวปีศาจ หากพวกโจรและผู้ร้ายที่ไม่กลัวก็จะพากันแห่มาขนไปหมดทั้งวัวควาย ตอนสายนั้นเอง ยายกับผมและพี่สอนสามคนลงเรือเดินทางกลับ ผมอดจะเหลียวดูบ้านน้าอั๋นไม่ได้ รู้สึกว่ามันช่างมีอำนาจที่สุด เพียงแต่มองเท่านั้นใจหายวูบ ถัดจากการเดินทางหนีของเราสามคน ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เดินทางหนีถิ่นเดิมไปอยู่เสียให้ห่างและรวดเร็วก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดินมาถึง<noinclude></noinclude> lplsxo7hniv5051ujo1jgl5pg5yhrkd 294989 294973 2026-08-18T08:00:51Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294989 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๘}}</noinclude>กว่า เพราะลิ้นไก่ผมก็จะแข็งอยู่แล้ว ปากคอสั่น ผมแทบร้องไห้เพราะไม่นึกว่าเสียงเจ้ากรรมของผมที่เรียกไปตะกี้นี้ จะดลบันดาลได้ยินไปถึงหูน้าอั๋นได้อย่างไร "ใครเรียก?" เสียงถามขึ้นมาอย่างแหบแห้ง แต่ช่างชัดเข้าหูอย่างพิกล ใจผมเหมือนฝัน แทบจะร้องตอบออกไปอยู่รอมร่อว่า "ฉันเองจ้ะน้า" แต่แล้วกลับยั้งได้ รู้สึกว่าแกมีอำนาจบังคับใจผม บัดนั้นเองร่างน้าอั๋นที่คลุมผ้ารุ่มร่ามก็ก้าวขึ้นท่าน้ำแล้วเดินอย่างช้าๆ แข็งๆ ตรงมาลานดินเฉพาะตรงกับช่องโหว่ที่ผมแอบดู ดังแกรู้ว่าผมแอบดูแกอยู่ที่ช่องนั้น แล้วแกก็ถามขึ้นมาเสียงแว่ว ๆ แห้งแหบแต่เย็นเยือกเข้าหัวใจ "ทองคำรึ?" ผมแทบสำลัก รู้ตัวว่าหัวใจจะทะลัก ตาพร่าประกายแล้วก็มืดวูบลง ไม่รู้อะไรอีกเลย ผมฟื้นขึ้นตอนเช้า พี่สอนกับยายบอกว่าผมเป็นลมสลบไปเพราะความกลัวล้นหัวใจ และยายจะพาผมหนีตำบลนั้นกลับบ้าน พี่สอนขอหนีไปด้วย ไม่กล้าอยู่ ปล่อยให้ญาติฝ่ายชายซ่อน ๆ อยู่แถวละแวกนั้นเพื่อดูแลทรัพย์สินบ้านช่อง เพราะการทิ้งบ้านไว้โดยต่างกลัวปีศาจ หากพวกโจรและผู้ร้ายที่ไม่กลัวก็จะพากันแห่มาขนไปหมดทั้งวัวควาย ตอนสายนั้นเอง ยายกับผมและพี่สอนสามคนลงเรือเดินทางกลับ ผมอดจะเหลียวดูบ้านน้าอั๋นไม่ได้ รู้สึกว่ามันช่างมีอำนาจที่สุด เพียงแต่มองเท่านั้นใจหายวูบ ถัดจากการเดินทางหนีของเราสามคน ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เดินทางหนีถิ่นเดิมไปอยู่เสียให้ห่างและรวดเร็วก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดินมาถึง{{วว}}<noinclude></noinclude> o62pq7j3gnr1iow53c8lvqqpdv4ohng หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/41 250 88804 294972 287396 2026-08-18T07:28:15Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294972 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๓๙}}</noinclude>ศาลาทางเปลี่ยว อีกครั้งหนึ่งที่นายทองคำได้เล่าชีวิตวัยเด็ก เป็นตอนต่อจาก "ไปฝังศพ" และ "ขึ้นจากหลุม" เมื่อโรงเรียนหยุด ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่วัดนกกระจาบ ตำบลบางบาล ก็โดยว่าน้าทิมแกจะไปหาอาจารย์ของแก ซึ่งเป็นสมภารอยู่ที่วัดนั้น เพื่อจะไปเอาของดีอยู่ยงคงเหนียว ยายผมรู้เข้าก็เลยฝากตัวผมไปด้วย ขอให้น้าทิมกราบไหว้ท่านอาจารย์ ขอของดีให้ผมบ้างสำหรับป้องกันตัว เพราะเกิดเป็นลูกผู้ชายจำเป็นจะต้องมีของดีไว้ประจำตัว มิเสียแรงเกิดเป็นคนเมืองหลวงเก่า เมืองซึ่งเต็มไปด้วยคนดีมีวิชา ถ้าไม่มีไว้บ้างจะกระไรอยู่ อาจารย์คร่ำ ๆ ขลัง ๆ มิใช่จะหมดไปเสีย<noinclude></noinclude> c92jabhnm1fmhutmhny4nvjuavriwst หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/43 250 88810 294970 287398 2026-08-18T07:26:15Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294970 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๑}}</noinclude>ทีเดียวในอยุธยา ท่านอาจารย์เป็นคนร่างสันทัด ผิวเนื้อสองสี มีสง่าราศีน่าเคารพบูชา มีอารมณ์เยือกเย็น พูดน้อย ชอบมองผู้ไปหาอย่างเงียบ ๆ และพิจารณาอย่างลึก ๆ ท่านยิ้มอย่างขรึม ๆ เราค้างที่วัดสองคืนเพราะต้องรอคอยของที่ท่านจะให้ ของรุ่นนั้นท่านจะต้องทำอีกเพื่อน้าทิมและผม รุ่งขึ้นวันที่สามกว่าจะได้กลับก็ร่วมบ่าย ผมได้เชือกคาดเอวกันอสรพิษและเขี้ยวงาทั่ว ๆ ไป ส่วนน้าทิมได้ตะกรุดอะไรของแกไม่ทราบ จัดการล่ำลาแล้วก็ออกเดินทาง หน้านี้แล้งจัด ลำน้ำย่านนั้นแห้งขอด ผู้คนข้ามฟากไม่ต้องอาศัยเรือเลย เดินข้ามกันในลำน้ำอย่างสบาย มีทางน้ำไหลเป็นสาย ๆ ลึกบ้างตื้นบ้าง พื้นท้องน้ำเป็นทรายละเอียด ทางน้ำไหลนั้นอย่างลึกก็แค่เข่า โดยมากมักจะเพียงท่วมหลังเท้าเท่านั้น เป็นการอัตคัดน้ำสำหรับชาวบ้านบางนั้นอยู่มาก เวลาร้อนจัดจะอาบน้ำบ้าง ตอนไหนตื้นน้ำก็ร้อนดังน้ำต้ม ต้องบุกไปหาตอนน้ำลึกที่พอจะนั่งลงพอน้ำท่วมแค่ตัก แล้วใช้มือวักหรือขันตักรดเอาตามมีตามเกิด เราทั้งสองคนเดินลงน้ำที่ร้อนจัดมาขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง ขึ้นทางคลองแล้วออกสู่ทุ่ง ซึ่งขณะนั้นแดดยังจ้าไม่ลดลงเลย เรามุ่งหน้าตัดทุ่งตรงทิศพระนครศรีอยุธยา เพื่อสู่ตำบลหัวดุมเพื่อลงเรืออีกทอดหนึ่ง เบื้องหน้าเราเป็นทิวไม้เขียวแก่อยู่ขอบฟ้า และนั่นก็หมายเพียงครึ่งทางเท่านั้น จะต้องเลยทิวไม้น้้นไปอีกครึ่งจะเข้าเขตหัวดุม น่าท้อแท้ในความไกลและกลางแดดจ้าแทบจะกินเนื้อ เมื่อขามาก็นำกันมาทางนี้ พอขากลับรู้สึกถอนระอา บุกบั่นมาด้วยความอ่อนเพลีย ก็มาถึงดงไม้เขียวที่เห็นแต่แรกออกเดิน ผมขอร้องให้น้าทิมหยุดพักที่นั่นก่อนชั่วคราวพอแก้ความอ่อนเพลีย ที่ตรงนั้นมีวัดร้างอยู่วัดหนึ่ง หักพังจนเกือบไม่มีซาก พงไม้รกรื้อ ตัวโบสถ์พังเค เหลือกำแพงผนังโบสถ์ที่พังไปบ้างอยู่สองด้าน องค์พระประธานนั่งอยู่กลางแจ้ง เรากลัวแดด อาศัยเงาไม้ใหญ่พักกายค่อนข้างนาน ต่อตะวันบ่ายแดดอ่อนจึงออกเดิน เหลียวดูบ้านกุ่มบางบาลอยู่เบื้องหลังไกลลิบ เดินอย่างสบาย สายลมเย็น และมาค่ำเอาค่อนทางพระอาทิตย์ลับ<noinclude></noinclude> f1nic7vq42x4wk7d91ozjul6p2nd9kc 294971 294970 2026-08-18T07:27:30Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294971 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๑}}</noinclude>ทีเดียวในอยุธยา ท่านอาจารย์เป็นคนร่างสันทัด ผิวเนื้อสองสี มีสง่าราศีน่าเคารพบูชา มีอารมณ์เยือกเย็น พูดน้อย ชอบมองผู้ไปหาอย่างเงียบ ๆ และพิจารณาอย่างลึก ๆ ท่านยิ้มอย่างขรึม ๆ เราค้างที่วัดสองคืนเพราะต้องรอคอยของที่ท่านจะให้ ของรุ่นนั้นท่านจะต้องทำอีกเพื่อน้าทิมและผม รุ่งขึ้นวันที่สามกว่าจะได้กลับก็ร่วมบ่าย ผมได้เชือกคาดเอวกันอสรพิษและเขี้ยวงาทั่ว ๆ ไป ส่วนน้าทิมได้ตะกรุดอะไรของแกไม่ทราบ จัดการล่ำลาแล้วก็ออกเดินทาง หน้านี้แล้งจัด ลำน้ำย่านนั้นแห้งขอด ผู้คนข้ามฟากไม่ต้องอาศัยเรือเลย เดินข้ามกันในลำน้ำอย่างสบาย มีทางน้ำไหลเป็นสาย ๆ ลึกบ้างตื้นบ้าง พื้นท้องน้ำเป็นทรายละเอียด ทางน้ำไหลนั้นอย่างลึกก็แค่เข่า โดยมากมักจะเพียงท่วมหลังเท้าเท่านั้น เป็นการอัตคัดน้ำสำหรับชาวบ้านบางนั้นอยู่มาก เวลาร้อนจัดจะอาบน้ำบ้าง ตอนไหนตื้นน้ำก็ร้อนดังน้ำต้ม ต้องบุกไปหาตอนน้ำลึกที่พอจะนั่งลงพอน้ำท่วมแค่ตัก แล้วใช้มือวักหรือขันตักรดเอาตามมีตามเกิด เราทั้งสองคนเดินลงน้ำที่ร้อนจัดมาขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง ขึ้นทางคลองแล้วออกสู่ทุ่ง ซึ่งขณะนั้นแดดยังจ้าไม่ลดลงเลย เรามุ่งหน้าตัดทุ่งตรงทิศพระนครศรีอยุธยา เพื่อสู่ตำบลหัวดุมเพื่อลงเรืออีกทอดหนึ่ง เบื้องหน้าเราเป็นทิวไม้เขียวแก่อยู่ขอบฟ้า และนั่นก็หมายเพียงครึ่งทางเท่านั้น จะต้องเลยทิวไม้น้้นไปอีกครึ่งจะเข้าเขตหัวดุม น่าท้อแท้ในความไกลและกลางแดดจ้าแทบจะกินเนื้อ เมื่อขามาก็นำกันมาทางนี้ พอขากลับรู้สึกถอนระอา บุกบั่นมาด้วยความอ่อนเพลีย ก็มาถึงดงไม้เขียวที่เห็นแต่แรกออกเดิน ผมขอร้องให้น้าทิมหยุดพักที่นั่นก่อนชั่วคราวพอแก้ความอ่อนเพลีย ที่ตรงนั้นมีวัดร้างอยู่วัดหนึ่ง หักพังจนเกือบไม่มีซาก พงไม้รกรื้อ ตัวโบสถ์พังเค เหลือกำแพงผนังโบสถ์ที่พังไปบ้างอยู่สองด้าน องค์พระประธานนั่งอยู่กลางแจ้ง เรากลัวแดด อาศัยเงาไม้ใหญ่พักกายค่อนข้างนาน ต่อตะวันบ่ายแดดอ่อนจึงออกเดิน เหลียวดูบ้านกุ่มบางบาลอยู่เบื้องหลังไกลลิบ เดินอย่างสบาย สายลมเย็น และมาค่ำเอาค่อนทางพระอาทิตย์ลับ<noinclude></noinclude> 39p06z86al9bcww9gaai3od04yoavie หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/44 250 88811 295003 287400 2026-08-18T08:23:01Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295003 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๒}}</noinclude>ดวง อากาศค่อยเย็นเข้า มีความชื่นบานมาลบล้างความเหี้ยมของแดด น้าทิมมีสีหน้าสงสารผมที่ว่าอุตส่าห์เดินไกลแสนไกลเท่าผู้ใหญ่ เบื้องหน้าเราอีกครึ่งเส้นมีศาลาใหญ่ฝาโล่ง ที่สำหรับพักคนเดินทาง ความเก่าของศาลานี้ประมาณไม่ถูก อาจจะหลายสิบปี เราหารือกันว่าจะพักนอนกันที่ศาลาจะดีหรือไม่ ถ้าจะไปก็อีกไกลกว่าจะถึงหัวดุม ซ้ำร้ายค่ำคืนแล้วจะเอาเรือที่ไหนต่อไป ชาวบ้านนั้นไม่มีใครจะเดินทางกลางคืนด้วยเรือ เราก็ต้องไปนั่งหลับกันอยู่ริมตลิ่งนั่นเอง ถ้านอนเสียที่ศาลานี้ยังมีพื้นไม้กระดานให้นอน ดีกว่าจะไปนอนกลางดินที่หัวดุม พอเช้าขึ้นเราออกเดินก็สะดวกดีทุกประการ พอเดินมาถึงศาลาก็พอดีมืด ต่างตกลงนอนค้างกันที่นั่น ศาลาใหญ่นี้โปร่งไม่มีฝา เป็นศาลายกพื้นสูงมาก เห็นทีว่าจุดมุ่งหมายผู้สร้างให้เป็นทานนั้น จะมีที่ให้ผู้สัญจรผูกม้าผูกโคใต้ถุนศาลาได้สบาย น้าทิมไต่บันไดขึ้นไปก่อน ผมไต่ตามหลัง พื้นกระดานศาลาปูไว้ถี่ ๆ ห่าง ๆ ไม่เรียบร้อยบางแห่งก็โหว่หายไป ถ้าเดินไม่ระวังขาอาจจะพลัดตกร่อง หลังคาบางตอนระเบื้องผุแตกหลุด มองโปร่งถึงฟ้า เราถอดเสื้อ ผึ่งร่ายกายที่เหนียวเหงื่อเพราะไม่ได้อาบน้ำ น้าทิมงัดเอาขนมแห้ง ๆ เช่นถั่วลิสงตัด ข้าวพองที่ติดย่ามออกมาแบ่งกันกิน พร้อมกับน้ำในกระบอกที่ยังเหลืออยู่บ้างจากตอนเดินทาง กินไปเหลียวไปรอบด้าน มันช่างเงียบเหงาเหลือกำลัง มีแต่ทุ่งลิ่วไปในความมืด จะหามนุษย์สักชีวิตทำยาก็ทั้งยาก เห็นจะมีอยู่ก็เพียงน้าทิมกับผมเท่านั้น เรานั่งกันอยู่ประเดี๋ยว เดือนก็โผล่ขึ้นขอบทุ่ง สาดแสงระยิบระยับจับทิวไม้ มองเห็นภาพของท้องทุ่งได้ชัดตา ศาลานี้แม้จะไม่มีฝามืดทึบก็ตาม แต่มันก็น่ากลัวตามสภาพของมัน ผมนั่งไม่ห่างกับน้าทิมเลย แหงนดูเพดานศาลามืดทึม เฉพาะตรงกระเบื้องหลุดเท่านั้นพอมีแสงสว่าง นึกๆ ดูน่ากลัวภูตผีที่ประจำท้องทุ่ง ของที่ผมได้จากพระท่านให้มา ก็เพียงป้องกันเขี้ยวงา หาได้ป้องกันผีไม่ แต่ตะกรุดของน้าทิมจะป้องกันอะไรบ้างผมไม่ทราบ "แหม! ถ้าเอ็งไม่เตือนให้เอากระบอกน้ำมาด้วย ก็อดเลย" น้าทิมพูดในขณะยกกระบอกน้ำขึ้นดื่ม<noinclude></noinclude> 5ugvvjcanznjh3jahhprqet10qzc9q6 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/45 250 88812 295002 287440 2026-08-18T08:21:25Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295002 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๓}}</noinclude>"น้าลืมแล้วละซี ฉันไม่เตือนก็อดเท่านั้น" ผมว่า ปากคงเคี้ยวถั่วลิสงตัดอยู่ "ถ้าลืมน้ำ มันก็ต้องไปให้ถึงหัวดุม" "โอ๊ย แย่เลย" ผมร้องขัดเพราะท้อทางเดิน พลางแหงนดูเพดานศาลาไปรอบๆ "แหม! ศาลานี้ฉันคนเดียวเห็นจะนอนไม่ได้ น่ากลัวจัง" "ทำไมวะ มันจะมีอะไร เป็นข้า ข้าก็นอนสุโขไปเท่านั้น" "ไม่ไหว" น้าทิมหัวเราะขบขันความกลัวของผม แล้วเราต่างคนต่างนิ่งกันไป มันก็เกิดความเงียบดังเดิม นาน ๆ จะมีเสียงวัวบ้านไกลร้องบ้าง และสุนัขก็เห่าลอยมาตามลม ผมเอนกายลงนอนข้าง ๆ น้าทิม รู้สึกว่ามันไม่ค่อยสบายตัว เพราะตัวเหนียว และพื้นก็มีเสี้ยนคายหลัง แต่ก็เอามือปัด ๆ นอนไปตามมีตามได้ เราทั้งสองเคลิ้ม ๆ จวนจะหลับ เนื่องจากการทรมานร่างกายเดินมา แม้แต่กลางดินก็เห็นจะนอนหลับได้แน่ ดูเหมือนจะมีเสียงคนมา น้าทิมกับผมสะดุ้งจากเคลิ้มพร้อม ๆ กัน โงหัวขึ้นดูไปข้างล่าง เดือนสว่างมองเห็นได้ทั่ว เป็นความจริง มีคนมาแท้ ๆ ไม่ใช่หูแว่ว เป็นคนคนเดียวเดินทางมา และหยุดยืนตัดสินใจว่าจะพักหรือไม่พัก ลังเลอยู่ข้างล่างสักครู่หนึ่งจึงก้าวขึ้นบันไดมา พอขึ้นมาแล้วเขาก็รู้ว่ามีคนพักอยู่ก่อนแล้ว คือน้าทิมกับผม เขาหันมาดูเราหน่อยหนึ่ง แต่มันก็มืดมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพียงแต่รู้กันว่าบนศาลานี้มีคน เขาเดินเบา ๆ ไปอีกมุมหนึ่งของศาลาอย่างเงียบๆ ศาลาพักสาธารณะเช่นนี้ ทุกคนมีสิทธิ์ จึงไม่มีใครจะทักใคร ต่างคนต่างพักตามชอบใจ ผมรู้สึกว่าน้าทิมออกจะระแวงอ้ายหมอนั่นไปในทางคนร้ายฉกชิงวิ่งราวหรือย่องเบา พอหมอนั่นขึ้นมาบนศาลา น้าทิมก็ลุกขึ้นนั่งคุมเชิงทีเดียว ความจริงก็น่าหนักใจอย่างน้าทิมแก เพราะว่าหนทางเปลี่ยวเช่นนี้ จะมัวนอนหลับใหล ประเดี๋ยวพ่อก็ย่องมาหยิบอะไรไปหมด เหลือแต่กายเท่านั้นเองหรือว่าศาลานี้เป็นที่หากินของพวกนี้ ใครเดินทางผ่านมาก็นอนพัก และผู้ที่มาพักทุกคนก็ล้วนแต่อ่อนแรงมาทั้งนั้น ลงนอนหลับเป็นตายเลย อย่าว่าเแต่หยิบของนอกกายไปแลย แม้แต่กางเกงที่นุ่งอยู่ก็อาจจะค่อย ๆ ถอดเอาไปได้<noinclude></noinclude> k8xe50ek83qmhbu0bb7flxisxrdpn9k หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/46 250 88815 295001 287442 2026-08-18T08:19:48Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295001 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๔}}</noinclude>หมอนั่นหันข้างให้เรา เบิ่งหน้าดูไปข้างนอกทุ่ง ไม่เอาใจใส่กับเราเลย ผมเริ่มใจไม่ดี อย่างนี้นอกจากจะน่ากลัวผี ยังน่ากลัวโจรผู้ร้ายอีก แม้นว่าถูกเข้าจริงจะเรียกใครช่วยเล่า มองไปทางไหนก็มีแต่ทุ่งโล่งกับพงไม้ เรื่องมันก็ต้องคุ้มกันตัวเอง เวลาล่วงเลยไปหลายนาที เราต้องนั่งคุมเชิงอยู่ แม้จะแสนง่วงก็หลับตาลงไม่ได้ แต่ในครู่นั้นใจเราก็ค่อยยังชั่วขึ้น เพราะมีเสียงคนมาอีกข้างล่างพอจะมีเพื่อนพึ่งพากันมิให้การโจรกรรมเกิดขึ้นง่าย ๆ ผมชะเง้อคอมองลงไปข้างล่าง ทางเกวียนสายยาวขาวโพลนในแสงเดือน ร่างของใครยืนนิ่งอยู่ หันหน้ามองขึ้นมาบนศาลาอย่างลังเลคล้าย ๆ กับคนแรก และในสองสามอึดใจนั้นเอง เขาคงตัดสินใจแน่แล้ว ไต่บันไดขึ้นมาบนศาลา กลอกหน้าดูทั่ว ๆ แล้วเดินพ้นบันไดมา "ทิดสนรึนั่น?" เสียงหมอคนที่นั่งอยู่ก่อนร้องทัก ผมประหลาดใจนัก บนศาลานี้มืด เรามองหน้ากันก็เห็นเพียงภาพดำ ๆ ทำไมมันมองเห็นกันและจำกันได้ ท่ามันจะนัดไว้เสียแน่แล้ว เราสองคนท่าจะแย่ หากมันเป็นผู้ร้าย มันก็รับมือน้าทิมอยู่ ตัวผมเป็นเด็กจะช่วยอะไรน้าทิมได้ รังแต่มันจะวาดเอาตกใต้ถุนไปเท่านั้น เจ้าคนอยู่ก่อนเรียกชื่อและถามไป เจ้าคนมาใหม่หันไปดูทางเสียง "ใช่!" คนมาใหม่รับและย้อนถาม "นั่นทิดก้อนรึ ?" "เฮอะ ไปไหนมาล่ะนี่" "ไปเมือง" "บ๊ะ กันก็จะไปเมืองเหมือนกัน" แล้วทั้งเก่าและใหม่ก็ไปนั่งรวมคุยกัน ต่างไม่เอาใจใส่เราทั้งคู่ ถามทุกข์สุขซึ่งกันและกัน ซึ่งเราไม่ฟังเป็นอารมณ์เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา การแสดงตัวของเขาทั้งสองก็เป็นคนเดินทางธรรมดา จากการโต้ตอบว่าจะเดินทางไปเมือง และก็เช่นเดียวกับเราที่จะไปเมือง เรื่องการสงสัยของผมยังไม่หยุด ทั้งการมาของมันและการทักกัน มันก็บอกอยู่อย่างชัดว่านัดหมายกันมา แม้แต่จะหาหนทางพูดกลบเกลื่อนพรางหูพรางตาเราสองคน เราก็ฟังออกว่าเสแสร้งแกล้งพูด มันต้องแอบเห็นเรามาพักที่นี่ แล้วมันทยอยกันมาทีละคน ดูท่าทีจะเล่นงานเราได้หรือไม่ได้ มันคงหากินมานานแล้ว<noinclude></noinclude> 0pp050yvvzorsf8qf4i4d3qg77hb1c7 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/47 250 88816 295000 287444 2026-08-18T08:17:52Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295000 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๕}}</noinclude>เห็นหมูหลุดป่ามาเข้าเล้าเมื่อใดก็หวานมัน พอเราหลับ มันก็ฉวยไปเตียนเลย น้าทิมต้องใจตรงกับผมแน่ แกคลำหาอะไรในย่ามหยุกหยิก และหยิบอะไรอันหนึ่งมาวางไว้ข้างตัว ผมจึงเอื้อมมือคลำ เพราะอยากรู้ ก็รู้ว่าสิ่งที่เอาออกจากย่ามนั้นก็คือมีดซุย ชั้นแรกเห็นข้างโน้นคนเดียวก็จงใจว่าจะสู้มือเปล่า พอเห็นมาสองคนจึงต้องเอามีดออกมา ในเวลาชั่วครู่นั้นก็มีเสียงคนมาอีก ผมและน้าทิมก็ชะเง้อมอง และเจ้าคนมาใหม่นี้ก็มีกิริยาอย่างเดียวกับเจ้าสองคนแรก ทำลังเลใจแล้วก็ขึ้นมาบนศาลาแบบเดียวกัน เจ้าคนใหม่นี้นุ่งโสร่งตัวเดียวไม่มีอะไรอื่นอีกเลยช่างเจ้ากรรมจริง พ่อเอ๋ย ทั้งเก่าและใหม่ มันร้องถามกันแบบเดียวกันอย่างเจ้าสองคนเก่า และก็ว่าจะไปเมืองเช่นกัน โสร่งตัวเดียวนั่นน่ะรึจะไปเมือง ผมใจสั่น แน่แล้วไม่ผิดตาผิดใจไปได้ มันคือหัวขโมย การแต่งตัวของเจ้าคนใหม่ก็เห็นอยู่กับตาว่าเป็นคนแถวนี้ เราสองคนเป็นเหยื่อของมันแน่ ยกผมออกเสียก่อนคือตัวเท่าสุนัข แต่มันสามคนร่างกายใหญ่ทั้งนั้น น้าทิมคนเดียวทานอะไรมันอยู่ ผมใจเต้นตูมๆ น้าทิมกำมีดคุมเชิง แกคงกลัวเหมือนกัน สามคนใหญ่ ๆ ไม่ใช่เล็กน้อย ถ้าไม่มีแรงเท่าช้างก็อย่าพูดเลย มันแกล้งทำไม่เอาใจใส่ต่อเราตามเคย สามคนคุยกันเสียงขรม ไม่เคยเหลียวมาทางเราเลย มันตั้ววงคุยเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว งัดเอาเรื่องอะไรต่ออะไรมาคุยจนแทบจำไม่ไหว บางครั้งหยุดเงียบไปคล้ายหมดเรื่องคุย แต่แล้วก็กลับคุยขึ้นมาอีก "แหม! อ้ายทิด เมือคืนวานข้าคิดว่าผีเล่นงานข้าเข้าแล้ว แต่ลงท้ายกลายเป็นแมวไป" เจ้าคนหนึ่งพูด ทำสุ้มเสียงคล้ายขันตัวเอง "ทำไมวะ?" อีกคนซัก "ทำไมล่ะ ตาฝาดไปน่ะซี ให้ตกนรกวะ ตอนพลบค่ำเมื่อวานนี้แหละ ข้าลงจากบ้านไปห้างเฝ้าควาย เจ้าแมวเปรตมันหมอบอยู่ข้างทาง พอเดินไปจะถึงตัว มันมาโดดผ่านหน้าไป ดูเห็นเป็นม้าดำวิ่งผ่านหน้า แหม! เว้ย ตกใจยืนตัวแข็ง" มันเล่าจบแล้วหัวเราะขันตัวเอง แล้วอีกสองคนก็เลยหัวเราะตามไปด้วยอย่างสนุก "ข้าซิถึงจะถูกจังๆ ให้ตายซิ พูดแล้วขนลุก" อ้ายอีกคนพูดบ้าง<noinclude></noinclude> s7xy4hdem4xvtdq9qacivcgwkffjjun หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/48 250 88817 294999 287446 2026-08-18T08:16:38Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294999 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๖}}</noinclude>พอได้จังหวะดีก็พูดต่อเป็นเชิงยกย่องตัวเอง "ผ่าซิ ถ้าไม่ใช่ข้าละก็จับไข้หัวโกร๋นเลยว่ะ" "โดนเข้าจริงๆ เรอะ" เข้าคนพิงเสาถาม "เออ ! จริงซิ จั๋งหนับเลย ให้กูตายซิเอ้า" สบถกำกับรับรองคำไปเลย "ติดตาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ กูปอดกระเส่าเลย วันนั้นเดือนหงายยังงี้แหละ วันนั้นไปธุระที่บ้านหัวตะพานพบเกวียนผ่านมา" "เกวียนอะไรวะกลางคืน" "ไม่รู้สิ ก็ไม่เห็นมีอะไรบรรทุกมาในเกวียนเลย แต่ก็ไม่เอาใจใส่หรอก จะขอแต่โดยสารมันมาทางนี้เท่านั้น พอถามคนขับ มันก็บอกจะมาทางเดียวกัน เหมาะเลย ข้าเลยขอนั่งมาด้วย เฮ้ยเว้ย อ้ายคนขับมันแต่งตัวพิลึกว่ะ หน้าร้อนยังงี้แหละ มันนั่งห่มผ้าฝ้ายและคลุมหัว" พูดถึงตอนนี้หยุดหัวเราะ "กูแทบเป็นลมตายแทนมันว่ะ พอเห็นมันคลุมผ้า หรือว่ามันจะกำลังจับไข้ แต่ก็ไม่ใช่ว่ะ เพราะพูดคุยกันเสียงอย่างคนธรรมดานี่ ไม่มีทีท่าว่าป่วยไข้เลย แต่เฮ้ย กูนั่งมา-นั่งมา เกวียนผ่านหมู่บ้าน หมาพากันหอนเสียงหลง" เจ้าคนเล่าเรื่องหยุดเล่า ทำเสียงมาหอนเหมือนเหลือเกิน เสียงเยือกเย็นจับเข้าไปในทรวง ผมชักกลัวไปตามที่มันเล่าด้วย "กูชักใจไม่ดีเว้ย" มันเล่าต่อ "มันพิสดารนักเชียวอ้ายทิด หมามันวิ่งหอนตามเกวียนน่ะซี กูขนลุกทั้งตัว พอเกวียนเราเลยบ้านมาแล้ว หมาก็หอนอยู่ไกล ๆ ไล่ตามมา กูหลุดปากถามมันออกไปโดยไม่ตั้งใจว่า หมามันหอนทำไมกันนะ ชั้นแรก อ้ายคนขี้หนาวนิ่งเฉยสักอึดใจ มันจึงพูดว่า หมามันเห็นผีถึงหอนรู้ไหมล่ะ กูสะดุ้ง หันดูมัน นึกในใจว่าผีท้องทุ่งหรือผีอะไรกัน ก็เกวียนไม่มาทำไมมันไม่หอน ปากกูอยู่ไม่สุข ถามออกไปอีก ผีที่ไหนกัน มีแต่เรานั่งเกวียนมา มันก็ตามหอนนี่ ก็มันเห็นผีน่ะซี กูชักเคืองโว้ย พูดบ้า ๆ ทั้งนั้น ค่ำมืดกลางทุ่งเวิ้งว้างดันพูดเล่นคะนองปาก จึงเตือนมันออกไปว่า อย่าพูดเล่นน่า เวิ้งว้างใจไม่ดี พอกูพูดจบ มันหัวเราะคล้ายเยาะ กูเลยนิ่ง ถ้ามันเป็นอย่างมึงๆ ยังงี้ กูด่าแล้วผ่าวะ แต่นี่มันเป็นเจ้าของเกวียน เราอาศัยมา จำเป็นต้องนิ่ง นึกเคืองใจว่า มันจะพูดเล่นพูดจริงก็ตาม ถ้ากูเป็คน มันก็เป็นผีน่ะซี เพราะทั้งเกวียนก็มีกันเพียงสองคน<noinclude></noinclude> 1y2gwt6rdw246cf6lirv2ttdztfsxtf หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/49 250 88818 294998 287454 2026-08-18T08:14:52Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294998 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๗}}</noinclude>ลงท้ายอ้ายเจ้าของเกวียนหัวเราะอีก เฮ้ย! กูอยากเตะเสียเต็มประดา มันกวนเอาการ พอมันหยุดหัวเราะมันก็พูดว่า ไม่เชื่อหรือว่าผี พอได้ยินอย่างนั้นก็พูดไม่ถูกว่ากลัวหรือโกรธ ใจคอตึ้กตั้ก มันพูดขาดคำเท่านั้น เฮ้ยเว้ย ให้กูตายไปเดี๋ยวนี้ ตัวมันสูงขึ้นผิดธรรมดา ให้กูตายจากไปวะ ไม่พูดเท็จเลย มันเป็นผีจริงแล้ว มันลงจากเกวียน พอยืนกับดินตัวสูงเท่าต้นตาล กูตัวแข็งเลย อ้ายเปรตนั่นไม่ทำไมกู มันหันหลังเดินเข้าดงไม้ กูไม่ไหวแล้ว โดดจากเกวียนได้ วิ่งเสียลมออกหู" พอจบคำเล่าของเจ้าคนนั้น อีกสองคนก็หัวเราะครืนอย่างขบขัน ผมฟังอยู่ห่าง ๆ ชักเปลี่ยนใจหวาดระแวงเกรงการเป็นผู้ร้ายของเจ้าสามคนนั่น กลับสนใจฟังเรื่องผีและชักกลัวตามที่มันเล่า แม้แต่มันเล่าเป็นสนุก ๆ แต่ก็น่ากลัว เพราะเรากำลังอยู่ที่ศาลาเปลี่ยวกลางคืน มองไปทางไหนก็ทุ่งเวิ้งสงัดเงียบ ค่อย ๆ เลื่อนกายพ้นร่องห่างเข้าชิดน้าทิม ซึ่งแกก็ฟัง แต่นั่งเฉยมือกุมมีดเสมอ แกคงคิดว่าเจ้าพวกนั้นหานิยายมาเล่าให้เราเพลินแล้วก็เลยหลับ มันทั้งสามก็จะเอาข้าวของเราไปหมด ส่วนผมไม่ง่วงเลยคืนนั้นแม้จะเดินมาเพลีย ความเพลียหายไปดังปลิดทิ้ง ใจกลับมาห่วงโจรกรรมและผี ๆ สาง ๆ "อ้ายเรื่องหมาหอนละมันเย็นนักฮิ" เจ้าคนหนึ่งพูด "อือ กูไม่ชอบเลยว่ะ" พอมันพูดขึ้น เสียง "บู่...บู๋...โบ๋..." อ้ายอีกคนทำเสียงหมาอีก มันช่างทำเหมือนราวกันเราได้ยินหมาหอนจริง ๆ มันช่างเยือกเย็นถึงกับขนลุก และเจ้าอีกคนก็ชอบสนุกทำเสียงนกแสกร้อง มันก็ทำเหมือนอีก ดังแซ้กยาว คล้าย ๆ นกอยู่บนท้องฟ้าจริง ๆ ถ้าไม่เห็นว่ากลุ่มคนนั้นทำเสียงเล่น เพราะว่านกกลางคืนนั้นบินร้องผ่านศาลาไปมา และหมาก็หอนรับกันอยู่เป็นจังหวะ ดังว่าภูตผีปีศาจกำลังมาจริง ๆ ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลย ที่มันทำเสียงเหล่านั้นเล่น คนเรานี่ช่างมีแปลก ๆ จะพูดจะเล่นอะไรไม่เข้าหูมนุษย์ อ้ายอีกคนทำเสียงคนหัวเราะอย่างแหบแห้งกับเสียงหมาเสียงนก เสียงมันแหบฟังดูน่าเกลียดอย่างร้ายกาจทีเดียว มิหนำยังลุกขึ้นเดินเอาผ้าคลุมหัว ก้าวเท้าไปงุบ ๆ แข็ง ๆ ดังผีดิบที่ใครเคยเล่าให้ฟัง ปากก็หัวเราะบ้าง กระแอมบ้าง มันทำอย่างกับ<noinclude></noinclude> ai83iyo3ahrzmzo61jx6560jriz1407 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/50 250 88823 294997 287457 2026-08-18T08:12:28Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294997 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๘}}</noinclude>ว่าเราเห็นปีศาจจริงๆ แล้วมันก็หยุด หัวเราะกันอย่างขบขัน "มันจะทำให้เรากลัว" น้าทิมกระซิบบอกผมเบา ๆ ผมได้สติ คิดได้ว่ามันจะให้เรากลัวแล้วก็ไม่อยากอยู่บนศาลานี้กระมัง? แต่มันจะทำอย่างนี้ทำไม ถ้าเราหนีไป มันจะได้อะไรจากเรา มันสามคนไม่เอาใจใส่ใครทั้งนั้น ดังว่ามันเป็นเจ้าของศาลา นึกจะทำอะไรก็ทำตามชอบใจ หรือมันคิดวิธีหาเรื่องพาลกับเรา ถ้าเราไม่พอใจ มีเสียงขัดกันขึ้น จะได้วิวาทกับเรา แล้วเลยแย่งชิงเรา ? พวกมันหยุดการแสดงและหยุดพูดไปนานผมค่อยสบายใจขึ้น น้าทิมคงนั่งคุมเชิงอยู่อย่างเดิม เพราะยังคาดไม่ถึงว่ามันจะทำอะไรอีกต่อไป แต่ในครู่นั้นเอง เจ้าคนที่นุ่งโสร่งผืนเดียวลุกขึ้นยืนและร้องว่า "เฮ้ย ถ้าผีมายังงี้ เอ็งจะว่าอย่างไร ?" พร้อมกับที่มันพูด มันชูมือขึ้น โอ๊ยคุณพระช่วย นั่นมันอะไรกัน มือที่มันยกชูนั้นโตใหญ่อย่างที่ไม่น่าจะเป็นได้ มือมันยาวเกือบติดเพดานศาลา ผมใจหายวูบ น้าทิมผงะมาติดผม ผมจังงังดังถูกมนต์ จ้องดูมันจนตาไม่กะพริบ เราผิดท่าเสียแล้ว อ้ายสามคนมันเป็นใคร ? ไม่ได้การเสียแล้ว มันหัวเราะกันเองอย่างชอบอกชอบใจ อ้ายสองคนที่นั่งดูพูดพร้อมกันว่า "น่ากลัวออกจะตาย ทำออกมาได้" อ้ายคนมือโตทำท่าคว้าอ้ายสองคน อ้ายสองคนทำลุกหนีร้องเสียงโกรธ ๆ "เล่นอะไร! อ้ายบ้านี่ ใคร ๆ เขาจะหาว่าเป็นผีจริง ๆ" พูดแล้วมันออกวิ่งหนี อ้ายมือโตไล่ตาม โอย ! พ่อแม่ทั้งหลาย ผมจำติดตา เหลือจะทนทานแล้ว ตัวสั่นดังจับไข้ กอดน้าทิมแน่น อ้ายสองคนที่ลุกหนีนั้นร่างกายมันสูงเกือบยันเพดานหลังคา ผมร้องออกมาไม่รู้ตัว พวกมันหนีและไล่กันโดดพ้นศาลาไป วิ่งหนีไปร้องไป อ้ายมือโตก็ไล่ไป พลางหัวเราะอย่างสนุก และหยิบกระเบื้องบนหลังคาศาลาขว้างกัน แล้วก็วิ่งหายไปในท่ามกลางแสงจันทร์ น้าทิมหยิบห่อของแล้วฉุดมือผมวิ่งลงบันไดศาลา พอถึงพื้นดินก็วิ่งกันเหยียดไปตามทางเกวียน ผมยึดชายเสื้อน้าทิมไว้แน่น วิ่งตามไม่ลด<noinclude></noinclude> 25axgtpi7k5aw8i8sdx8icj4ynfq6hs หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/51 250 88824 294994 287458 2026-08-18T08:04:43Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294994 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๔๙}}</noinclude>ละ แม้น้าทิมจะเป็นผู้ใหญ่กว่าก็วิ่งทัน ๆ กัน วิ่งไปเหลียวหน้าเหลียวหลังไม่หยุดหย่อน มาถึงริมน้ำตำบลหัวดุมได้เร็วเกินคาด มีบ้านหนึ่งยังไม่นอน จุดไฟสว่างอยู่ ได้เข้าอาศัยเขา เล่าเรื่องให้เขาฟังทั้ง ๆ ตัวสั่นเทา เจ้าของบ้านรับเราเข้าอาศัยแล้วรีบปิดประตูบ้าน เพราะเกิดกลัวผีจะตามไปบ้านเขา ผมกับน้าทิมนอนไม่หลับ เจ้าของบ้านหาผ้าห่มให้ห่ม คิดจะคลุมโปง แต่ไม่ไหว ร้อนเหลือประทัง ทนตาแข็งอยู่จนตลอดคืน เช้าขึ้นล่ำลาเจ้าของบ้านพร้อมขอบบุญขอบคุณเขา แล้วลงเรือกลับบ้าน<noinclude></noinclude> f0iemirh8abayx71lm20d2bcty8qhny หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/123 250 88950 295010 294904 2026-08-18T08:39:38Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295010 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๒๑}}</noinclude>"งั้นอย่าแพงนะลุงนะ" แม่หญิงสาวใหญ่ รูปร่างสวย ย้อนรอยเข้าต่อตามราคาทีเล่นทีจริง "นั่นแน่ คุณลมัยย้อนรอยลุงเข้าแล้ว" ชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกับแม่สาวพูดให้ขบขัน คนในเรือยนต์ก็พลอยหัวเราะไปด้วย เพราะต่างมองดูการซื้อปลาของคุณลมัย "กว่าจะได้มาก็แย่เหมือนกัน" ผู้เฒ่าขายปลาพูดและหัวเราะ "ถ้าลงมือหาตั้งแต่พลบค่ำ ลงเบ็ดราวไป และตอนเช้ามืดมาทอดแหอีกทีหนึ่ง ก็ได้พะเรอละครับ แต่นี่ผมทอดแหเอาตอนเช้านี่เอง" "อ้าว! ทำไมไม่ลงเบ็ดราวตอนกลางคืนด้วยล่ะลุง" ชายหนุ่มนั้นถาม "โอย ไม่ไหวแล้วครับ แก่แล้วอดนอนไม่ไหว เมื่อหนุ่ม ๆ ซิครับ ผมหาจริง เดี๋ยวนี้หาพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องสองคนตายายเท่านั้น" นายมุตพูดแล้วหันมองหญิงชราอีกคนที่เป็นผู้พายเรือ ตัวแกแก่แล้วแต่ยังสามารถทอดแหได้ "ทอดแหกลางคืนได้ไหมลุง" คุณลมัยถาม "ตาหูไม่ดีครับ และไม่มีใครทอดกัน เพราะมองปลาผุดและพรายน้ำไม่เห็น ก็ไม่รู้ว่าปลาชักกลุ่มที่ไหนบ้าง ตอนเช้าละมันเห็นดีกว่า โอ้ย! คุณเอ๋ย ผมหาปลามาแต่สมัยหนุ่มต้องระวังตัวแจเลย จระเข้มันมีด้วยนี่ครับคลองนี้" นายมุตพูดแล้วชี้มือปราดไปตามคลอง "เอ๊ะ จระเข้มีหรือคะลุง" คุณลมัยรีบถาม "เดี๋ยวนี้ไม่มีหรอกครับ" ผู้เฒ่าตอบ "มันหายไปหมดแล้ว อาบน้ำอาบท่าได้สบาย ลอยคอตลอดคลองก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนโน้นไม่ได้ครับ โอ๊ย! ทั้งสัตว์ในน้ำ และผีสางตามท้องน้ำก็เกะกะหลอกคนหาปลาเสียจริง ๆ แทบไม่เว้นแต่ละราย" พวกคนฟังหนุ่ม ๆ สาว ๆ หัวสมัยใหม่หัวเราะกันครืน พูดเรื่องผีดูเป็นการขบขัน "ถ้าจะโดนพวกเดียวกันหลอกน่ะซีลุง" คุณลมัยว่า "เพราะเกรงจะแย่งหากิน" "อย่างนี้ก็เห็นจะมีมั่งละครับ แต่ผมเองน่ะโดนจริง ๆ ไม่ใช่คนหลอกเลย เวลานั้นผมยังไม่ได้กับยายเลย ยังหนุ่มอยู่ คลองนี้แหละครับ<noinclude></noinclude> e8r9r4po8lz8k3eumghv9drxdbbv6w7 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/129 250 88956 294956 287833 2026-08-18T07:08:02Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294956 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๒๗}}</noinclude>ก็ผีน่ะซี! เหตุการณ์ของภูตผีปีศาจตอนนี้ นายทองคำบันทึกจากนายฉ่ำ ช่างตัดผมอีกทอดหนึ่ง จึงได้รวมบันทึกเข้าไว้ในขบวนภูตผีปีศาจในเล่มนี้ด้วย ในสมัยหนึ่งโน้น ร้านตัดผมไทยในกรุงเทพฯ แม้จะมีทั่ว ๆ ไปก็ตาม แต่มีอยู่แหล่งหนึ่งเป็นที่รวมของร้านตัดผมมากร้านและติด ๆ กันเป็นหมู่เลย คือในแพร่งภูธรซึ่งเป็นแหล่งที่ข้าราชการมหาดไทย กลาโหม มาตัดผมกันที่นั่นเป็นส่วนมาก ผมก็เฮโลมาตัดกับเขาที่นั่นโดยเพื่อนฝูงแนะนำมา ผมติดฝีมือและอุปนิสัยของนายฉ่ำเจ้าของร้านตัดผมในกลุ่มนั้น จึงถือเอาเป็นร้านประจำเลย ร้านของนายฉ่ำมีช่างประจำอยู่สองคน คือ<noinclude></noinclude> j30hfn5t2ygwxubsehgmg3rl3ufxnmd หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/131 250 88969 294958 287858 2026-08-18T07:10:15Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294958 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๒๙}}</noinclude>ผู้มาตัดโดยมีส่วนแบ่ง และก็ตัวแกเองเป็นเจ้าของด้วย และทำการตัดผมด้วย ในครอบครัวแกก็มีลูกสาวคนหนึ่ง ไม่สวยและไม่ขี้ริ้ว นายฉ่ำรักดังดวงใจ เพราะกำพร้ามารดามาแต่รุ่นๆ แกก็อยู่กับลูกมาสองคนโดยไม่ยอมมีภรรยาอีก เพราะรักลูก แต่บัดนี้นายฉ่ำได้มีลูกเขยคนหนึ่ง เป็นข้าราชการกลาโหม ตำแหน่งเสมียน เป็นขาประจำตัดผมแล้วก็เลยได้เสียกับลูกสาวแก วันหนึ่งผมนั่งตัดผมโดยนายฉ่ำผู้สูงอายุเป็นผู้ตัดประจำ ผมเห็นตัวอักษรบรรทัดหนึ่ง เขียนด้วยชอล์กขาวทีกระจกตอนล่างว่า "อย่าเมารัก จะลืมแก่" ผมนึกขำในภาษิตของแกจึงถามว่า "ลุงไปได้ภาษิตนี้มาจากไหน" ผมถามไปอย่างสนุกๆ เพราะคำเตือนสตินั้นก็เป็นคำง่ายๆ และมีทั่วๆ ไปในหมู่คนมีอายุ คล้ายๆ จะเตือนแกมล้อกันเล่น ลุงฉ่ำได้ยินผมถาม แกก็หันมองดูตัวอักษรที่บานกระจกแล้วหัวเราะ "ของผมเองเลยละ เขียนเตือนใจตัว เพราะโดนดีมาแล้ว ก็เตือนใจไว้ไม่ให้เผลออีก" แกพูดแล้วหัวเราะหึๆ ผมเองก็ไม่อยากจะรู้เรื่องอะไรของแกนักคงนิ่งเฉย แต่แกยังติดใจในคำพังเพยของแกเองอยู่ แกจึงพูดต่อไปอย่างสบายอารมณ์ หรือเป็นคนช่างพูดช่างคุยตามประสาของช่างตัดผม จะต้องมีเรื่องอะไรต่อมิอะไรมาเสนอลูกค้าของตน เพื่อความเพลิดเพลินในระหว่างให้แกตัดและแต่งผม "ผมจารึกลงหัวใจไว้เทียวคุณเอ๋ย" แกว่าต่อ "อ้ายเรื่องเมารักจนลืมแก่นี่แหละ" แกหยุดตัดหน่อยหนึ่ง หันไปเปลี่ยนกรรไกรใหม่ที่เล็กลงหน่อยแล้วพูดต่อ "ผมก็แก่อย่างนี้ละครับ แต่บังเอิญไปได้ภรรยาใหม่มา อายุอานามก็เท่าลูกสาวผมนี่แหละ ไม่รู้ว่ามันถูกอุ้มสมกันท่าไหน แล้วเราก็มาอยู่ด้วยกันที่ร้านนี่แหละครับ" แกว่า "นั่นแน่ เอ ตอนนั้นผมยังไม่มารู่จัก เลยไม่เห็นหน้าเมียสาวของลุง" ผมขัดจังหวะ "แล้วเดี๋ยวนี้ยังอยู่รึครับลุง" "โอ๊ย! เชิดฉิ่งไปแล้ว" แกพูดแล้วหัวเราะดัง "โฮย มีเรื่องใหญ่โต<noinclude></noinclude> 2e5usxnae0wgz69xneoxzasqv6krar7 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/132 250 88975 294959 287862 2026-08-18T07:11:19Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294959 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๐}}</noinclude>เชียวคนเรา ผมละมันซวยนัก พับผ่าซี เพราะอีนางมารนี่เข้ามาร่วมหมอนน่ะซี ลูกเต้าผมแย่ คุณเอ๋ย เกิดมาเป็นลูก ผมรักดังดวงใจ มันกำพร้าแม่ ผมไม่เคยตึจนแปะเดียว แต่เอ มาเกิดตึลูกเข้าได้ ใจหายจนเดี๋ยวนี้เชียวคุณ" แกหยุดพูด แล้วเปลี่ยนหวีเปลี่ยนกรรไกรอะไรของแกวุ่นอยู่ กว่าจะตัดเสร็จเปลี่ยนเรื่อย แกตัดช้า แต่ว่าประณีตเรียบร้อยดี "มันทะเลาะกับลูกสาวผมเรื่อย ชั้นแรกผมก็ห้ามท้้งสองฝ่าย หนแล้วก็หนเล่า ขอก็แล้ว ดุก็แล้ว ไม่หายทะเลาะกันสักที นังเมียผมก็ฟ้องผมท่านั้นท่านี้ ลูกสาวผมก็ฟ้องผมว่าเมียผมทำไม่ดียังงั้นยังงี้ ผมกลุ้มแทบคลั่ง อีวันหนึ่งผมกำลังมีเรื่องกลุ้มเกี่ยวกับมีหนี้สินอะไรอยู่บ้าง เอาอีกแล้ว เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากข้างบน แล้วลูกสาวผมก็ลงมาฟ้องผมข้างล่าง ผมกำลังเดือดดาลอยู่ทางหนึ่ง ยังไงผลุนผลันตบหน้าลูกเข้าหลายฉาด ลูกผมหลบเข้าหลังห้อง ไม่พูดและไม่เถียงจนคำเดียว ผมได้สติยืนงงเป็นครู่ ในขณะนั้นมีลูกค้าผมคนหนึ่ง ชื่อนายจริน เขามีกิริยาฮึดฮัด ไม่พอใจการกระทำของผม นัยน์ตาเขาขุ่น หน้าเหี้ยมเกรียม ในขณะนั้นผมกำลังดีเดือดอยู่ ออกปากขอโทษเขาที่ผมทำกิริยาไม่ดีต่อหน้าลูกค้า "ลุงเชื่อเมียใหม่ ตีลูกตัวเอง" นายจรินพูดกระโชกใส่หน้าผม ผมกำลังคลั่ง รู้สึกสะอึกใจ "เอ๊ะ! ผมขอโทษคุณแล้ว แต่จะเชื่อเมียหรือตีลูกมันเรื่องของผม" ผมพูดอย่างเดือดนิดหน่อย เขาทำตาถลนและหัวเราะใส่หน้าผมอย่างกระชากๆ และพูดว่า "ดีแล้ว เรื่องของลุง น้ำตาจะเช็ดหัวเข่าจะบอกให้" เขาพูดแล้วลงส้นปัง ๆ ออกจากร้านผมไป ผมสะบัดหน้าอย่างโกรธ นึกในใจ...จะไปก็ไปสิ ขาดลูกค้าไปคนจะเป็นไร เรื่องในบ้านเรา ใครเข้ามาเกี่ยวทำไมกัน เด็กเมื่อวานซืน ผมหงุดหงิดใจ เลยตัดผมไม่ได้ ปล่อยให้คนตัดแบ่งเขาทำคนเดียว ผมผลุนผลันไปกินเหล้าดับอารมณ์ กินเสียแประกลับมา ผมไม่พูดกับใครทั้งนั้น ทั้งลูกทั้งเมีย ไม่อยากพูด พอจวนค่ำผมออกจากบ้านไปกินข้าที่ร้านเจ๊ก จะกินทำไมที่บ้าน มันไม่สามัคคีกันจะกินมันทำไม กินร้านเจ๊กรู้แล้วรู้รอด "แล้วทางร้านนี่ เขาไม่ทักท้วงรึลุง" ผมถาม<noinclude></noinclude> ia7vpydrq0pb71s57w8equm1vseo831 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/133 250 88976 294968 287994 2026-08-18T07:20:42Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294968 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๑}}</noinclude> "เปล่า! ผมไม่ฟังใคร ผมไม่กินข้าวบ้านเสียสามวัน กลับมาเพียงทำงานและนอนเท่านั้น ข้าวปลาอาหารไม่ยุ่งด้วย การพูดกันนั้น นังเมียผมมันง้อ หนักๆ เข้าเลยพูดกันบ้าง แต่ลูกไม่ได้พูดกันเลย เขาหลบหน้าผมเรื่อยๆ ผมตบแรงไป หน้าบวมไปนิดหน่อย เพื่อน ๆ รุ่นเดียวกับเขามาช่วยกันประคบให้ ผมชักใจหายและสงสารจริง แต่คนแก่น่ะคุณ จะขอโทษเด็กก็กระไรอยู่ ผมถือเหลี่ยมอยู่บ้าง สงสารก็สงสาร เห็นหน้าเขาบวมแล้วผมถอนใจ แต่มานะของคนแก่วางท่าอยู่ก่อน การจะขอโทษลูกเมื่อเราทำผิดไปจะเป็นไรไป เพราะลูกเราแท้ๆ รักดังดวงใจ แต่ยังไงไม่รู้วางท่าจนเกิดเรื่อง เกิดอะไรรู้ไหมคุณ?" แกถามผม ซึ่งผมก็นั่งฟังแกเล่าเรื่อง ไม่รู้จะตอบแกได้อย่างไรว่าแกเกิดเรื่องอะไรอีก "ลูกสาวผมหนีไป" แกพูดอย่างเน้นเสียง "อ้าว! วุ่นละ" ผมโพล่งออกไป "วุ่นสิ" แกว่า "ผมตามแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่พบ ญาติพี่น้องที่ไหนก็ไม่มี เขาไปไหนกันหนอ ผมกลุ้มจนนอนไม่หลับ หวนคิดไปว่าที่นายจรินพูดใส่หน้าผมว่า น้ำตาจะเช็ดหัวเข่า เอ๊ะ! หรือหมอนี่จะทำพิษละซี แต่เอ...มันจะพบกันได้ที่ไหน นายนั่นไม่ได้โผล่มาอีกเลย มันจะพากันหนีไปได้รึ ผมลงความเห็นลงไปไม่ได้ ความกลุ้มของผมก็หันเข้าเล่นงานนังเมีย เพราะมันทำให้ลูกผมหายไป" แกหยุดพูด ยกแก้วน้ำดื่ม "พอรุ่งเช้าอีกวัน ยุ่งเลย เมียผมหนีไปอีกคน เอาเงินไปหมด ผ้าผ่อนขนเตียน ปิดประตูทิ้งไว้เฉย ๆ ผมตื่นเข้ารู้เรื่องตกใจนิดหน่อย งงเหมือนถูกต่อย ผมโกรธครับ โกรธเมีย แต่ไม่ได้เสียดายนะครับ ขอให้เข้าใจ ความห่วงลูกรักลูกเป็นกำลังมากกว่า ไม่รู้ไปไหน ห่วงที่สุด และชีวิตผมนี่จะขาดลูกไม่ได้แน่" "ลุงไม่ตามเมียหรือครับ?" ผมถาม "โฮะ ! ตามทำไม มาได้ก็ไปได้ ผมออกสืบออกตามลูกอยู่เกือบสิบวัน อ่อนใจไม่รู้เรื่อง เงินทองไม่มี ผมยืมเพื่อนเขา ต่างเห็นใจก็ให้มา เงินที่ผมเก็บไว้ก็มี แต่ลูกรู้ที่เก็บ เลยเอาไปเสียด้วย ผมเลยเหลือแต่ตัว มีคนทักผมว่าหน้าดำ โธ่ ทำไมไม่ดำ คิดถึงลูกน้ำตาตกครับ พอวันหนึ่งมีคนกระซิบพูดกับผมว่า ขอพูดอะไรส่วนตัวสักหน่อย คนที่ว่านี่<noinclude></noinclude> pukfx29wft8el1filzmsl2utd88aitc หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/134 250 89006 295011 288006 2026-08-18T08:42:01Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295011 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๒}}</noinclude>ก็ลูกค้าตัดผมของเราน่ะแหละ เขาชวนผมไปร้านเหล้า พอดื่มเข้าไปคนละสองแก้ว เขาก็ว่าเขาจะบอกข่าวดีให้ แต่ต้องสาบานกับเขาก่อนว่าจะไม่ทำโมโหโทโส เขาพบลูกผมแล้ว ผมดีใจเหมือนได้แก้ว เขาย้ำว่าถ้าผมสาบานจะไม่เอาโทษลูกสาว และจะรับกลับโดยดี แหม คุณเอ๋ย ผมยกมือไหว้เขา และสาบานต่อหน้าแก้วเหล้าว่าจะไม่โกรธลูก จะรักลูกดังเดิมที่เคยรักดังดวงใจ เมื่อผมสาบานแล้วเขาก็บอกว่า "ลูกสาวเราน่ะ ไปกับนายจริน ข้าราชการกลาโหม" เขาว่า ผมใจวูบ นึกไม่ผิด แต่ไปคิดค้านตนเองว่าอาจไม่ใช่ เลยไม่รู้เรื่อง "ทำไมผมจะทราบว่าบ้านเขาอยู่ไหนล่ะ ผมจะไปรับตัว และอนุญาตให้เขาเป็นผัวเป็นเมียกันเลย ขอแต่ให้มาอยู่รวมกับผมเถอะ" ผมพูดกับเขาอย่างดีใจ "ว่าแต่คำสาบานน่ะอย่าลืมนะ พูดต้องเป็นพูด เราโต ๆ แล้ว" เขาย้ำ "โอ๋ แน่สิครับ ผมสำนึกผิดของตัวเองได้แล้วจริงๆ" ผมว่าแล้วซัดเหล้าเข้าไปอีกฉาดเบ้อเร่อ "เอ้า! ถ้ามั่นในสาบานแล้วผมจะพาไปชี้บ้านนายจรินให้" เขาว่า "โอ๊ย! พระโปรดพ่อแล้วลูกเอ๋ย พ่อจะไปขอโทษลูก" ผมพร่ำด้วยความดีใจ ที่เราพูดกันนั่นก็เย็นแล้ว ผมรีบชวนเขากลับมาร้าน ผู้ทำงานร่วมแบ่งก็นั่งคอยจะกลับบ้านอยู่แล้ว ผมสวมเสื้อนอกแล้วก็ใส่กุญแจร้าน บอกฝากกับห้องข้าง ๆ ว่าให้ช่วยฟัง ๆ เสียงบ้างถ้าใครจะมางัดแงะ ครั้นแล้วผมก็ออกเดินตามคนพาออกพ้นแพร่งไป แต่ยังไม่รู้เลยว่าจะไปยังที่ไหนกัน จึงถามเขาดู เขาบอกว่าต้องข้ามฟากไปฝั่งธนบุรี ไปหาเรือจ้างเอาที่ปากคลองหลอด แล้วจ้างพิเศษเข้าไปคลองเล็ก เรียกว่าคลองวัดเสาประโคน เขาพูดว่าฉันน่ะอยู่เลยบ้านนายจรินไป ถ้าชี้บ้านให้แล้วเข้าไปหากันเองเน้อ ฉันจะหลบกลับบ้านฉันละ อย่าพูดว่าฉันพามานะ ผ่าซี เขาจะด่าฉันเข้า เลยตกลงตามเขาว่า ให้เขาชี้บ้านให้ดูห่าง ๆ แล้วให้เขาแยกทางไปเลย เราตกลงกันแล้วก็มาลงเรือปากคลองหลอด อ้ายตำบลที่ว่านี่ ผมเองไม่เคยไปเลยตั้งแต่เกิดมา<noinclude></noinclude> 2t1fzc58wmyj9aksfamzabrm7l9l5qy หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/135 250 89021 295012 288478 2026-08-18T08:43:40Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295012 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๓}}</noinclude>เรือจ้างส่งเราที่วัดเสาประโคนตามที่ว่าจ้าง ผมจ่ายค่าเรือไปแล้วก็ขึ้นศาลาท่าน้ำ เดินตามเขาไป วัดนี้เงียบไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านนัก พอพ้นวัดก็เดินทางสวน ผ่านบ้านบ้าง ไม่มีบ้านบ้าง หนทางหลายเลี้ยว ค่อนข้างไกล พอมาถึงทางแยก เขาหยุดยืนและชี้มือให้ผมดูบ้านบ้านหนึ่งข้างทางเดิน บ้านขนาด ๆ พอสบาย ไม่โตนักไม่เล็กนัก ผมใจเต้น จะได้พบลูก นายคนชี้ทาง พอเขาชี้ทางและบ้านให้แล้ว เขาก็แยกไป และย้ำอีกว่าอย่าแพร่งพรายว่าเขาบอกเรื่องนะ ผมรับปากกับเขา แล้วรีบตรงไปบ้านนั้น เคาะประตูรั้วบ้าน ก็มีเสียงถามมาว่าใคร ผมตอบไปว่า นายฉ่ำขอมาพบกับนายสำรวยและนายจริน มีเสียงบนตัวบ้านขลุกขลักอยู่สักครู่ ก็มีคนมาเปิดประตูรับ บอกเชิญขึ้นไปบนเรือน เมื่อผมขึ้นไป พบชายกลางคนกับหญิงกลางคนนั่งอยู่ ผมจึงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ถามเขาว่าคุณชื่อสำรวยใช่ไหม เขารับว่าใช่ ผมจึงถามหานายจริน "อ๋อ จรินหรือคะ ลูกฉันเอง นั่นพ่อเขาค่ะ" หญิงกลางคนพูดอย่างหน้าตึง ๆ ผมยกมือไหว้อีกครั้ง และเริ่มเดินเรื่องธุระทีเดียว "มีคนเห็นนายจรินพาลูกสาวผมมาหลายวันแล้ว แต่ขอเรียนให้ทราบว่า ผมมาดีหรอกครับไม่ใช่มาร้าย" ผมพูดเรียบ ๆ และยิ้มโปรยทางไว้ก่อน ทั้งสองเจ้าบ้านนิ่งอึกอักอยู่เป็นครู่ แม่นายจรินจึงพูดก่อน "จริงน่ะ ลูกฉันจริง ใคร ๆ ก็รู้ทั้งบางนี้ แต่การจะพาหญิงไหนมานี่น่ะซี ฉันจนใจ เพราะเขาชอบไปเที่ยวกันตามบ้านเพื่อนหลาย ๆ วัน บางทีก็กลับ บางทีก็ไม่กลับ ฉันจึงไม่รู้เรื่องนี้จริงจริ๊ง" หญิงนั้นพูดแล้วชายตาดูผัวของนาง "เขายังหนุ่มก็เที่ยวไป ผมเองไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาทำงานทำการแล้วก็เป็นผู้ใหญ่ เลยไม่ได้ห้ามปรามการเที่ยวของเขา เลยไม่รู้เรื่องเลย" ฝ่ายชายพูดต่อความคล้องจองกับหญิง ผมถอนใจยาว ก้มหน้าอยู่นิดหนึ่งแล้วเงยหน้าพูดกับเจ้าบ้านชาย "ผมเองมันผิด มันเลวครับ ผมรักลูกดังดวงใจ แต่มีกรรมไม่จบ บังเอิญไปได้เมียใหม่มาอีก อายุก็ยังสาวเท่ากับลูกผมน่ะแหละครับ เลยไม่<noinclude></noinclude> e0q5q7d56ktzgoygo0y4thb2u2dlfxb หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/136 250 89041 295013 288128 2026-08-18T08:44:51Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295013 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๔}}</noinclude>ลงรอยกัน มีแต่เรื่อง" ผมหยุดถอนใจ "เออ นายก็แก่เฒ่าแล้วไม่น่าจะริ" ฝ่ายหญิงพูดขึ้นอย่างปลงอนิจจัง ผมหันไปยกมือไหว้และว่า "นี่ซีครับ คุณนายพูดถูก ผมลืมสังขาร นึกแล้วเหมือนกริชทิ่มแทงใจ ลูกหนีเพราะผมไม่เจียมตัว พอลูกหนีแล้ว ผมกินนอนไม่ได้เลย ติดตามไปทั่วทุกหัวระแหงไม่พบ แต่นี่นังเมียเขาก็หนีไปอีก ดีเหมือนกันครับ ผมไม่ตาม ไปแล้วก็เลิกกัน ผมรู้ความผิดของตัวเอง" ผมหยุดพูดเพราะตันคอหอย น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลออกมา สองเจ้าบ้านจ้องมองผมอย่างเวทนา "โอ เรื่องไปกันใหญ่" ฝ่ายชายว่า "ไม่ใหญ่หรอกครับ นังเมียไปก็ไปเถอะ แต่ลูกน่ะซีครับ ชีวิตผมขาดลูกก็อกแตก หอบหิ้วกันมาแต่น้อย ไม่เคยตีซักแปะ มาเกิดมีเมียสาวนี่ล่ะครับ ตีลูกได้ เวรของผม ตั้งแต่เขาหนีมานี่แหละครับ ผมกินไม่ได้ นอนก็ไม่หลับ ผมบนบานศาลกล่าวขอให้ลูกผมไปกับนายจรินเถอะครับ ผมสบายใจ ถ้าไม่ใช่และไปกับคนอื่น ผมอกแตกตายแน่ ๆ" ผมพูดแล้วหยุดเช็ดน้ำตา "เอาเถอะครับ ผมมารบกวนมากแล้ว ขอกราบท่านทั้งสองไว้ด้วย ถ้าเขาพากันมาที่นี่ ท่านช่วยบอกกับเขาด้วยว่า ผมยินดีให้เขารักกันและได้เสียกัน แต่เมตตาผมด้วย ขอให้ไปอยู่กับผมพอเห็นกันเถิด ผมขาดเขา ผมก็ไม่เป็นตัวแล้ว" ผมพูดแล้วไหว้อีกครั้ง "ผมขอกราบลาละครับ กระเซอะกระเซิงไปอีกตามกรรม" ผมพูดครั้งสุดท้าย ยกมือไหว้ลาและลุกขึ้นยืน เสียงฝ่ายหญิงถอนใจยาว ฝ่ายชายอึกอักๆ "ขอให้โชคดีครับ" ฝ่ายชายตอบ "ผมเองจะช่วยครับ ถ้าเขามา ผมจะพูดกับเขา" "ฉันเห็นใจนาย เราคนแก่ด้วยกัน" ฝ่ายหญิงว่า มีคนมาส่งผมพ้นประตู ผมออกสู่ทางเดิน เหลียวไปดูบ้านนั้นอีกครั้ง ใจหาย มาแล้วไม่พบลูก น้ำตาไหลอีก ผมรีบเช็ด แล้วสาวเท้าจ้ำอ้าวออกมา เพราะเวลาโพล้เพล้เสียแล้ว ทางไม่เคยเดินจะปล่อยให้ค่ำจะยากแก่การเดิน ยิ่งหัวใจนั้น<noinclude></noinclude> 6ajygm1lkbw6y65bgcu5zs9uxfe2yqu หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/137 250 89042 295014 288611 2026-08-18T08:45:47Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295014 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๕}}</noinclude>ท้อแท้อยู่ด้วย ชักจะเหนื่อย จำทางพอจะได้ มาถึงวัดก็ขมุกขมัว ผมบ่ายหน้าหักลงถนนที่ไปศาลาท่าน้ำ จะคอยเรือผ่านมา พอถึงศาลาท่าน้ำก็รู้ว่าผิดศาลา ศาลาที่เคยขึ้นจากเรือไปศาลาโน้นไกลไปอีก เลยตกลงใจว่าเอาศาลานี้แหละ ถ้าเรือผ่านมาก็ลงได้เหมือนกัน ผมออกไปยืนหัวสะพานมองหาเรือ มีแต่เรือค้าขายเขาเข้าไปลึก ไม่มีเรือออก ผมจึงหันกลับเข้าศาลา ที่ศาลานั้นมีคนนั่งคลุมผ้าตลอดหัวคนหนึ่ง ผมผ่านไปครั้งแรกเห็นเหมือนกันแต่ไม่สนใจ ผมกลับเข้ามายืนเก้กัง หาได้นั่งลงไม่ ใจนึกแต่เรื่องผิดหวังมาแล้วไม่พบลูก จะไม่ได้มาที่นี่จริงหรือเปล่า หรือจะมา แต่แอบเสียโดยกลัวผม ผมหายใจสะท้อน หันไปดูคนคนนั้น ครั้นเห็นเขานั่งหันหน้าลงคลอง ผมก็คอยเรือและภาวนาขอให้มา เพราะจวนจะค่ำอยู่แล้ว นึกติเตียนตัวเองว่าควรจะนัดเรือให้คอยก็จะดี "ใครจะคอยกัน" นี่เป็นเสียงของผู้ที่นั่งคลุมหัวอยู่พูดออกมา และพูดตรงกับใจผมที่กำลังคิด ผมชักฉงนใจ แต่นึกเสียว่าใจอาจจะตรงกันได้ถมเถไป เพราะการคอยเรือก็ต้องนึกอย่างนั้น เขารู้ใจผมเขาก็สอดพูดออกมาอย่างนั้นเอง ผมชักไม่ชอบใจ รู้สึกว่าเป็นมนุษย์อวดดี ๆ เลยไม่อยากถามว่าจะมีเรือหรือไม่มี ถ้ามีมาเราก็เห็น ข้าง ๆ ศาลานั้นห่างออกไป มีใครทำอะไรอยู่สองคน คล้ายจุดไฟเผาหญ้าเผาใบไม้อยู่ ผมไม่ค่อยสนใจนัก นึกในใจว่าเดี๋ยวเถอะวะ เรืออะไรก็ได้ ถ้าผ่านมาเป็นขอไปด้วยละ นายคนที่คลุมโปงอย่างประลาดคนก็หัวเราะแซงขึ้นมา ผมชักโกรธวูบขึ้นมา อ้ายนี่ถ้าไม่บ้าก็เป็นคนยวนโทโสเอาการ ถ้าจะถือโทษว่าหัวเราะผมก็ได้ เพราะมันตรงกับใจ ที่เราคิดอะไรมันก็พูดมา และคราวนี้ผมคิดจะอาศัยเรือ มันก็หัวเราะคล้ายเยาะเย้ยความคิดของผม แต่ผมสะกดใจเสีย จะมามีเรื่องกับคนต่างถิ่น และเป็นถิ่นที่ไม่เคยไปเคยมาด้วย อีกประการจะมาทะเลาะกับคนอย่างนี้ ก็เท่ากับทะเลาะกับคนขอทาน คนดีเขาจะมานั่งทำไมที่ศาลาวัด บ้านช่องไม่มีหรืออย่างไร ระงับใจแล้วเดินไปเดินมา นึกในใจว่าอยากจะกินเหล้า เหล้าเป็นเพื่อนดีนักในยามนี้ ผมก็ถูกหัวเราะเยาะอีก คราวนี้แทบอดไม่อยู่ คิดจะโดดเข้าเตะสักโครมให้ร่วงสะพานไป แต่ก็อดใจไว้ได้อีก เดินหมุนจี๋อยู่กับที่ และแล้วคิดจะไปทางที่เห็นคนเขาเผาอะไรอยู่ คงจะคุยกันได้ดี ถ่วงเวลาคอยเรือ ผมจึงมองดู<noinclude></noinclude> omq50xdifwhd7dr7x6sr9jdxocl3hes หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/138 250 89043 295016 288612 2026-08-18T08:50:45Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295016 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๖}}</noinclude>อีกทีว่าสองคนนั้นเขาทำอะไรอยู่ พอมองพินิจก็รู้ทันทีว่าเขาทำอะไร ผมนึกอยู่ในใจว่า อ้าว ! เขาเผาผีไม่มีญาติกระมัง ? "ก็ใช่น่ะซี" ผมสะดุ้งทั้งตัว เพราะชายนั้นพูดสอดขึ้นมาและตรงกับใจผมอีก ผมหันไปมอง ความโกรธหายไป นึกสงสัยอย่างประหลาดขึ้น เอ๊ะ ! เห็นจะเป็นผีเสียแล้ว "ก็ผีน่ะซี" มันตอบออกมา ผมใจวูบยืนตัวชา พอขาดคำมันหัวเราะอย่างขบขัน และในทันใดนั้นเอง ร่างกายที่คลุมผ้านั่งอยู่ได้ละลายไป กลายเป็นนกเค้าแมวตัวใหญ่บินออกจากศาลาไป แต่มีเสียงหัวเราะดังแว่ว ๆ ห่างออกไป ผมตกใจสิ้นดี หมุนตัวกลับวิ่งไปตามสะพาน ตั้งใจจะไปหาพวกสัปเหร่อที่กำลังเผาผีอยู่ แต่ใจผมมันเสียและตาลาย ผมวิ่งไม่ตรงทาง ไม่รู้เลยว่าผมตั้งหน้าหันลงโคลนข้างสะพาน ผมร่วงลิ่วลงไปอย่างไม่มีทางยั้ง และแล้วก็หมดความรู้สึกไปเลย มารู้ตัวได้สติก็ทราบว่ารุ่งเช้าอีกวันหนึ่งเสียแล้ว สัปเหร่อสองคนได้หามผมจากโคลนไปแก้ไขที่บ้านเขา อาบน้ำล้างโคลน ผมก็ไม่รู้ตัว มารู้ตัวเอาเช้ารุ่งขึ้น ตอนสาย ๆ เมียสัปเหร่อช่วยซักกางเกงแพรผม แต่เสื้อนอกซักไม่ไหว คงยังถอดกองอยู่ เสื้อในเขาซักให้แล้ว เวลานั้นผมกำลังทรงโสร่งของนายสัปเหร่อ ผมได้เล่าเหตุการณ์ที่พบเห็นให้เขาฟัง ตั้งแต่ลูกสาวหายไป และไปตามลูกไม่พบก็ใจเสีย กลับมาถูกผีหลอกเสียอีก ครอบครัวสัปเหร่อออกปากสงสารผมทุกคน พอเสื้อกางเกงแห้ง ผมก็ลาผู้อารีทั้งหมดกลับ ห่อเสื้อนอกเปื้อนโคลนมาด้วย "เอ้อเฮอ !" ผมผู้ฟังนายฉ่ำเล่าเรื่อง ต้องร้องออกมาอย่างเห็นใจ "คนเราลงเคราะห์ดูมันจะเป็นแบบผีซ้ำด้ำพลอยอย่างนี้เทียว" "ครับ" นายฉ่ำรับคำ "โธ่ ลูกก็ไม่พบ ใจมันก็เสีย มาโดนอย่างนั้นเข้า ตั้งสติไม่อยู่ ถ้าผมใจดี ๆ เป็นปรกติ ผมสู้มันเด็ดเรื่องผีเรื่องสาง" "เออ แล้วลงท้ายลูกคุณลุงก็กลับมาใช่ไหม ?" ผมถาม "ครับ พอรุ่งขึ้นอีกวัน เขาก็กลับมากันทั้งคู่ ผมเล่าเรื่องให้ฟังร้องไห้โฮ ลูกผมบอกว่าตอนผมไปตามเขาน่ะ ความจริงเขาอยู่กันทั้งลูกเขยผมละ แต่กลัวผม ไม่กล้าจะออกสู้หน้า พอได้ยินผมพูดอะไรต่ออะไรกับเจ้าของ<noinclude></noinclude> jefifciesorqjib9c7olo5c83d0su0j หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/139 250 89100 295017 288613 2026-08-18T08:51:18Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295017 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๗}}</noinclude>บ้าน ลูกสาวผมร้องไห้อยู่ในห้องแทบขาดใจ เพราะสงสารผม ตอนผมออกจากบ้านมา เขาจะวิ่งตามมาเสียให้ได้ แต่เจ้าของบ้านให้ยับยั้งไว้ก่อน เพราะเขาพูดปดผมไว้ว่าไม่ได้ไปที่เขา ถ้าขืนออกมาพบกันเขาก็เสียผู้ใหญ่" "ฟังเรื่องแล้วใจแป้วไปด้วย" ผมว่าแล้วหันไปดูตัวอักษรที่เขียนไว้ตีนกระจก อย่าเมารักจะลืมแก่" ผมถึงจะยังหนุ่มอยู่ ท่าจะต้องจำคตินี้ไว้บ้าง" นายฉ่ำหัวเราะก้องร้าน พอดีผมตัดผมเสร็จแล้ว เลยลาแกกลับ<noinclude></noinclude> ezvmqs6qulylonx3hl0okcif1c4ajqg หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/140 250 89101 295018 288254 2026-08-18T08:51:59Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295018 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๘}}</noinclude>มรดกยุ่งยาก เรื่องนี้เป็นอีกตอนหนึ่งที่นายทองคำได้ผจญกับปีศาจ หลังจากได้เป็นเลขานุการผีมาแล้วแทบเอาตัวไม่รอด เมื่อผมพุ่งตัวออกจากหน้าต่าง และตกลงบนกันสาดบ้านเจ้าคุณ แล้วหล่นลงน้ำในคูอีกบ้านหนึ่งที่อยู่ติดกัน เมื่อมีคนช่วยไม่ให้จมน้ำตายแล้ว ก็รู้เรื่องกันว่า ผมมาสมัครงานผิดบ้าน และบ้านที่ผมกำลังถูกล้อมวงอยู่นี้ คือท่านเจ้าคุณแท้จริงที่ผมถือจดหมายมาสมัครงาน ท่านเจ้าคุณรู้เรื่องจากผมเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าท่านกับผู้ฝากจดหมายให้มานั้นรักและ<noinclude></noinclude> djq2b16axfuei2s17agzb7huk1dfu7y หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/141 250 89102 295021 288614 2026-08-18T08:57:52Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295021 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๓๙}}</noinclude>ชอบกันมาก แต่งานที่บ้านท่านมีคนอยู่พร้อมมูลแล้ว ท่านจึงให้ตัวผมไปกับหลวงวิเทศศุภอักษร ลูกชายของท่าน ซึ่งเป็นเขยของผู้มั่งคั่งทางแดนเยาวราช โดยมีหน้าที่อย่างที่เคยชำนาญ คือคนใช้สนิทเทียบเท่าเลาขานุการกลายๆ แต่จะมากเกินตำแหน่งก็เช่นปรนนิบัติคุณหลวงเหมือนแม่บ้านแทนคุณนาย จัดแจงเสื้อผ้าที่จะแต่งไปทำราชการ ตลอดจนขัดถูรองเท้า ท่านว่าผมคล่องงานดีมาก ตึกของคุณหลวงคุณนายนี้ก็มีความใหญ่โตพอสมฐานะ ผมเองอยู่ห้องชั้นล่าง เป็นห้องคนสนิท มีอะไร ๆ ใช้สมฐานะ มีห้องน้ำห้องส้วมพิเศษ ตึกของคุณหลวงนี้อยู่ติดกับตึกอีกตึกหนึ่ง ติดกันมีกำแพงกั้นมีประตูเปิดเดินติดต่อถึงกันได้ แต่เวลานี้ได้เอาไม้ทาบตรึงตะปู ห้ามการไปมาสำหรับสองตึกที่ใหญ่โตทัดเทียมกัน และตึกโน้นไม่มีคนอยู่เลย ปิดเงียบทั้งประตูหน้าต่าง นับแต่ผมไปอยู่กับคุณหลวงก็ไม่เคยเห็นคนทางตึกโน้นตลอดจนเสียงผู้เสียงคน ผมสงสัยอยู่ตงิด ๆ ที่ห้องพักพิเศษของผมเป็นห้องที่ติดกับห้องของตึกโน้นชั่วมีผนังกั้น ที่ผนังมีช่องลมถึงกันได้ หากแต่ถูกเอาไม้ปิดตรึงตะปูไว้ โดยฝ่ายโน้นเป็นฝ่ายตีปิด ผมได้แอบถามยายแม่ครัวของเราว่า สังเกตดูว่าตึกโน้นกับตึกนี้ก็เท่ากับเจ้าของเดียวกัน เหตุไฉนจึงมาปิดประตูตายอยู่ในบัดนี้ดังที่เห็น แม่ครัวแกว่า ตึกโน้นความจริงเป็นมรดกของคุณนายเรา แต่หากยังเป็นความกัน เพราะท่านเจ้าบ้านมีภรรยามากจึงเกิดแย่งกัน แต่ขณะนี้ใครจะครองตึกนั้นยังไม่ได้ จนกว่ามรดกจะแจ้งชัดลงไปว่าใครจะได้แน่ ผมรู้เรื่องแล้วก็นิ่ง เพราะไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเขา เป็นคนใช้ก็ทำหน้าที่ของตัวไป คืนหนึ่งคนในบ้านหลับกันหมดแล้ว แต่ผมยังนั่งดูหนังสือเพื่อเพิ่มความรู้อยู่ผู้เดียวในห้องผม ได้ยินเสียงชายห้าว ๆ เสียงหญิงเสียงเล็ก ๆ ทะเลาะกัน และเสียงนั้นลอดมาทางช่องลมที่มีไม้ตีปิดไว้ ผมสงสัยใจนัก ธรรมดาไม่มีคนอยู่ในตึกนั้น ทำไมจึงมีเสียงคนทุ่มเถียงกัน ผมอยากจะรู้ความ จึงเอาเก้าอี้มาต่อเท้า ยืนเอาหูแนบที่ช่องลม ก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันถนัด "ฉันจะทรมานแกจนถึงที่สุด เพียงแกยอมรับปากคำเดียว แกก็<noinclude></noinclude> 6kjjo5bac9bjhmr1y8ofm9p5x5zupja หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/164 250 89420 295024 289335 2026-08-18T09:02:38Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 295024 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๒}}</noinclude>กระซิบข้างหู และมีเสียงร้องไห้ เสียงนั้นผมจำได้ ! รำเพย-รำเพยแน่ ๆ "กลับเถิดคุณ อย่ามาเร่ร่อนอยู่เลย ฉันกลับไปที่บ้านเก่า รู้ว่าคุณจากมาเสียแล้ว ฉันร้องไห้และร้องดังไปหน่อย ยายแม่ครัวแกได้ยินเสียงฉัน แกเลยกลัวร้องโวยวาย ฉันเลยออกมาจากบ้านนั้นเที่ยวตามหาคุณ ฉันลาเขามาได้เพียงเล็กน้อย เชื่อเมียเถิด กลับไปอยู่เป็นที่เสียจะได้เกิดความสุข ยอดรักของเมีย เมียลาก่อน เมียจะหาโอกาสติดตามไปทุกแห่ง ถ้าลาเขาได้เมียจะคุ้มภัยให้คุณทุก ๆ แห่ง ลาก่อนที่รักสุดหัวใจเมีย" เสียงนั้นเงียบไป จะว่าเป็นเสียงพูดก็ไม่ใช่ตามความรู้สึก ด้วยว่ามีความรู้สึกเอง ดวงจิตนั้นเป็นผู้ทราบผู้รู้ความที่มาทุกคำ ผมนั่งงันอยู่สักครู่ พอจ่ายค่าอาหารเจ๊กแล้ว ผมตัดสินใจกลับรถเมล์มาบ้านโป่ง พอดีรถเย็นจากทางใต้ผ่านกลับกรุงเทพฯ ผมก็เลยกลับรถขบวนนั้น ตัดสินใจกลับไปอยู่กับคุณหลวงอีก การจะพเนจรไปก็ไม่เกิดประโยชน์ใดขึ้น ในที่สุดผมก็กลับมาอยู่กับคุณหลวงอีก ทั้งคุณหลวงคุณนายดีใจ คนทั้งหมดก็ดีใจ ผมเล่าถึงการเดินทางพเนจรร่อนเร่ของผมให้เขาฟัง ต่างหัวเราะกันที่ผมทำตัวของตัวเหมือนไม่มีสติ แต่การแว่วเสียงรำเพย ผมไม่พูดให้ฟังเลย ต่อมาผมได้ไปหาต้นยี่โถเหลืองมาปลูกไว้หน้าหัองพักของผม มีดอกเหลืองสด ไม่มีใครรู้ความหมายของผมเลย มีแต่คุณหลวงเท่านั้นที่ท่านรู้ดี เพราะพวกผู้ดีเรียกยี่โถเหลืองว่า "ต้นรำเพย" คุณหลวงยิ้มอย่างสงสารผม ผมรดน้ำต้นรำเพยของผมทุกวัน และนึกอยู่ในใจว่า ถ้าเธอจะไปเกิด ช่วยบอกฉันด้วยเถิดรำเพยจ๋า<noinclude></noinclude> sv5uu7pyfc2eyc945zk8nsp94h5pksh หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/252 250 90061 294990 291328 2026-08-18T08:02:31Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294990 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|-}}</noinclude>"นับแต่เด็กรู้ความจนกระทั่งแก่เฒ่า ทุกคนจะรู้ว่าภูติผีปิศาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว แม้แต่คนที่เชื่อว่าผีไม่มีในโลก ผู้เขียนเคยชวนเดินเล่นในสุสานในยามค่ำคืน ไม่ยักมีใครยอมไปด้วย จึงจัดว่าเป็นความลึกลับในห้วงใจคนที่ว่าผีไม่มี แต่ก็ไม่กล้า ทางแพทย์ว่าเกิดจากประสาทตนเอง กลัวและเชื่อในคำบอกเล่า กลัวความมืด กลัวความวังเวงในเมื่ออยู่ตัวคนเดียว น่าประหลาดที่ว่าคนที่ไม่เชื่อว่ามีผี แต่ก็กลัวผี จัดว่าจตัวไม่เชื่อใจตัว สำหรับการประพันธ์เรื่อง ปิศาจของไทย ของผู้เขียนนี้ จุดประสงค์อยู่ที่ว่าจะชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า การประพันธ์มีหลายแนว และเรื่องชนิดนี้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของการประพันธ์ มิได้มุ่งหวังให้ท่านเชื่อว่าผีมีจริง เพราะการเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่แต่ละบุคคล" เหม เวชกร ภาพปกหนังสือ ปิศาจของไทย ฝีมือ เหม เวชกร ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๐๙<noinclude></noinclude> gxqoqkjzf5jc6y9twoqztq6twwrcwl0 294991 294990 2026-08-18T08:02:57Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294991 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|-}}</noinclude>"นับแต่เด็กรู้ความจนกระทั่งแก่เฒ่า ทุกคนจะรู้ว่าภูติผีปิศาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว แม้แต่คนที่เชื่อว่าผีไม่มีในโลก ผู้เขียนเคยชวนเดินเล่นในสุสานในยามค่ำคืน ไม่ยักมีใครยอมไปด้วย จึงจัดว่าเป็นความลึกลับในห้วงใจคนที่ว่าผีไม่มี แต่ก็ไม่กล้า ทางแพทย์ว่าเกิดจากประสาทตนเอง กลัวและเชื่อในคำบอกเล่า กลัวความมืด กลัวความวังเวงในเมื่ออยู่ตัวคนเดียว น่าประหลาดที่ว่าคนที่ไม่เชื่อว่ามีผี แต่ก็กลัวผี จัดว่าจตัวไม่เชื่อใจตัว สำหรับการประพันธ์เรื่อง ปิศาจของไทย ของผู้เขียนนี้ จุดประสงค์อยู่ที่ว่าจะชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า การประพันธ์มีหลายแนว และเรื่องชนิดนี้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของการประพันธ์ มิได้มุ่งหวังให้ท่านเชื่อว่าผีมีจริง เพราะการเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่แต่ละบุคคล" เหม เวชกร ภาพปกหนังสือ ปิศาจของไทย ฝีมือ เหม เวชกร ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๐๙<noinclude></noinclude> 35wxl63qzl5f2njhkqhbpi2p3aasgm1 294992 294991 2026-08-18T08:03:27Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294992 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|-}}</noinclude>"นับแต่เด็กรู้ความจนกระทั่งแก่เฒ่า ทุกคนจะรู้ว่าภูติผีปิศาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว แม้แต่คนที่เชื่อว่าผีไม่มีในโลก ผู้เขียนเคยชวนเดินเล่นในสุสานในยามค่ำคืน ไม่ยักมีใครยอมไปด้วย จึงจัดว่าเป็นความลึกลับในห้วงใจคนที่ว่าผีไม่มี แต่ก็ไม่กล้า ทางแพทย์ว่าเกิดจากประสาทตนเอง กลัวและเชื่อในคำบอกเล่า กลัวความมืด กลัวความวังเวงในเมื่ออยู่ตัวคนเดียว น่าประหลาดที่ว่าคนที่ไม่เชื่อว่ามีผี แต่ก็กลัวผี จัดว่าจตัวไม่เชื่อใจตัว สำหรับการประพันธ์เรื่อง ปิศาจของไทย ของผู้เขียนนี้ จุดประสงค์อยู่ที่ว่าจะชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า การประพันธ์มีหลายแนว และเรื่องชนิดนี้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของการประพันธ์ มิได้มุ่งหวังให้ท่านเชื่อว่าผีมีจริง เพราะการเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่แต่ละบุคคล" เหม เวชกร ภาพปกหนังสือ ปิศาจของไทย ฝีมือ เหม เวชกร ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๐๙<noinclude></noinclude> n44yjrbk3cjo45nnfs93ldxs63f8lj4 294993 294992 2026-08-18T08:03:48Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 294993 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|-}}</noinclude>"นับแต่เด็กรู้ความจนกระทั่งแก่เฒ่า ทุกคนจะรู้ว่าภูติผีปิศาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว แม้แต่คนที่เชื่อว่าผีไม่มีในโลก ผู้เขียนเคยชวนเดินเล่นในสุสานในยามค่ำคืน ไม่ยักมีใครยอมไปด้วย จึงจัดว่าเป็นความลึกลับในห้วงใจคนที่ว่าผีไม่มี แต่ก็ไม่กล้า ทางแพทย์ว่าเกิดจากประสาทตนเอง กลัวและเชื่อในคำบอกเล่า กลัวความมืด กลัวความวังเวงในเมื่ออยู่ตัวคนเดียว น่าประหลาดที่ว่าคนที่ไม่เชื่อว่ามีผี แต่ก็กลัวผี จัดว่าจตัวไม่เชื่อใจตัว สำหรับการประพันธ์เรื่อง ปิศาจของไทย ของผู้เขียนนี้ จุดประสงค์อยู่ที่ว่าจะชี้ให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า การประพันธ์มีหลายแนว และเรื่องชนิดนี้ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของการประพันธ์ มิได้มุ่งหวังให้ท่านเชื่อว่าผีมีจริง เพราะการเชื่อไม่เชื่ออยู่ที่แต่ละบุคคล" เหม เวชกร ภาพปกหนังสือ ปิศาจของไทย ฝีมือ เหม เวชกร ฉบับพิมพ์ปี พ.ศ.๒๕๐๙<noinclude></noinclude> i6uzzxk64yck1dt7dsulltsikvq344b หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/1 250 90966 294954 294939 2026-08-17T13:36:11Z TinTin45678 12482 294954 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" /></noinclude><center><big><big>'''นวโกวาท'''</big></big></center> <center>[หลักสูตรนักธรรมชั้นตรี]</center> <center>'''สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส'''</center> <center><small>'''ทรงแต่ง'''</small></center> <center>{{rule|10%}}</center> <center>'''พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ'''</center> <center>คุณแม่ส้มเกลี้ยง เล้าตระกูล'''</center> <center>'''ณ เมรุวัดประยุรวงศาวาส ธนบุรี'''</center> <center>จันทร์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๓</center> <center>{{rule|10%}}</center><noinclude></noinclude> muf5gb1enyknymxbbhhg09aoz1upyzf หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/4 250 90970 294952 294943 2026-08-17T12:42:39Z TinTin45678 12482 294952 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ข|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{left|สมัยนั้นจะยังไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนรู้หนังสือมากนัก คุณแม่ก็ยังแสดงความเฉลียวฉลาดและสนใจในการเรียน จนสามารถอ่านออกเขียนได้ดีเทียม ๆ ญาติที่เป็นชาย คุณแม่เติบโตอยู่ที่บ้านเกิดอย่างมีความสุข คุณแม่เป็นผู้ช่วยเหลือกิจการงานในบ้านทุกประเภท และยังเป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพของครอบครัวอีกด้วย}} เมื่อคุณแม่อายุได้ ๒๑ ปี คุณแม่ได้สมรสกับนายอากรกวางเจี่ย แซ่ลี้ มีบุตรหญิงหนึ่งึรชื่อ เฉลียว (ซิ้วเซ้ง) แล้วนายอากรกวางเจี่ยได้ถึงแก่มรณกรรม หลังจากนั้น ๕ ปี ในพุทธศักราช ๒๔๖๘ คุณแม่ได้สมรสกับนายถนอม ทรรพกาญจน์ และมีบุตรหญิงอีกหนึ่งคน แต่คุณแม่ก็ต้องประสบเคราะห์กรรมในชีวิตสมรสอีกครั้งหนึ่ง และต้องเลี้ยงดูบุตรทั้งสองตามลำพังตั้งแต่บุตรคนเล็กอายุได้ ๗ ปี ชะตาชีวิตของคุณแม่ในช่วงนั้นจัดว่าวิบากอย่างยากที่จะหาใครดิ้นรนให้ผ่านพ้นได้อย่างปลอดภัย แต่ก็ด้วยเชาว์ปัญญาไหวพริบอันหลักแหลมและกำลังใจที่เข้มแข็งของคุณแม่ ประกอบด้วยแรงเกื้อหนุนทั้งทางกำลังใจ กำลังกาย และกำลังทรัพย์จากญาติและมิตร โดนเฉพาะจากนางฮุ้น และนางเหลวพี่สาวของคุณแม่เอง คุณแม่จึงสามารถฟันฝ่ามรสุมชีวิตมาได้ เหมือนกับไม่เคยพบปัญหาชีวิตอะไรมาก่อน ทางด้านสุขภาพของคุณแม่ คุณแม่เป็นคนมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์เสมอ คุณแม่เป็นคนขยันไม่ยอมอยู่นิ่ง ไม่รู้จักคำว่า เหนื่อยหรือเพลีย คุณแม่นอนดึกได้ ตื่นเช้าได้ และเกือบจะเรียกว่าไม่รู้จักการนอนกลางวัน ตลอดชีวิตของคุณแม่เคยมีความป่วยไข้ชนิดที่ต้อง<noinclude></noinclude> b32aa2x1sq93nrhmzyng7hal72f1xpo หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/5 250 90971 294951 294945 2026-08-17T12:42:12Z TinTin45678 12482 294951 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ค|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{left|รับการรักษาเยียวยาจากแพทย์ รวมทั้งสิ้น ๓ ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่ออายุ ๓๕ ปี นับว่าเป็นไข่หนักชนิดที่ต้องหัดเดินกันใหม่เมื่อหายไข้แล้ว ครั้งที่สอง เมื่ออายุ ๗๐ ปีด้วยอาการชาแขนขาซีกซ้าย แต่เมื่อได้รับการรักษาจากแพทย์และการนวดจากหมอนวดอาการชานั้นก็ทุเลาไปในชั่วเวลาอันสั้น และแล้วคุณแม่ก็พบกับอาการป่วยครั้งที่ ๓ อันเป็นครั้งที่ไม่ให้โอกาสอะไรแก่คุณแม่ต่อไปอีก}} อาการป่วยครั้งที่มาพร่าเอาชีวิตของคุณแม่ไปนี้ เริ่มด้วยคุณแม่รู้สึกร้อนอบอ้าว โดยเฉพาะในยามดึกของสัปดาห์กลางเดือนพฤษภาคท ๒๕๑๒ ซึ่งในสัปดาห์นั้นทุกคนก็รู้สึกร้อนอบอ้าวเช่นกัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่อากาศแปรปรวนระหว่างต้นฤดูฝน แต่แล้วคุณแม่ก็เริ่มมีอาการผิดแปลกไปจากคนอื่น ๆ คือมีเหงื่อออกเต็มตัว หลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาที่อากาศเย็นจนบางคนจะรู้สึกหนาวถึงกับต้องห่มผ้า คุณแม่นอนหายใจไม่สะดวกต้องลุกขึ้นนั่ง ไอเล็กน้อย เมื่อขยับตัวเหรือเมื่ออยู่ในที่อับลม มีน้ำลายเหนียวมากเป็นพิเศษ แต่เมื่อคุณแม่ต้องอยู่ในที่ ๆ ลมพัดผ่านสะดวกคุณแม่จะรู้สึกสบายขึ้น คุณแม่จึงเข้าใจว่าความไม่สบายนั้นเกิดจากเหตุภายนอกเท่านั้น ครั้นวันที่ ๒๘ พฤษภาคมได้ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์ตรวจวินิจฉัยอาการแล้วเยียวยาและสั่งให้ไปฉายเอ๊กซเรย์ทรวงอกในวันรุ่งขึ้น บ่ายวันที่ ๒๙ พฤษภาคมนั้นเอง ผลเอ๊กซเรย์ได้ยังความตกตลึงงงงันแก่แพทย์และลูกหลานทั่วไปหมด เพราะปรากฏว่ามะเร็งร้ายที่ไม่เคยไว้ชีวิตให้แก่ใคร ได้เกาะที่เนื้อปอดของคุณแม่ทั้งสองข้าง แพทย์ได้แนะนำให้เข้าตรวจร่างกายด้วยระบบ<noinclude></noinclude> 8vtjl2j937qiuh3vhb9oja6sijr94uk หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/6 250 90972 294946 2026-08-17T12:06:33Z TinTin45678 12482 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "อื่น ๆ ให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะแพทย์เองก็ยังไม่อยากจะปลงใจเชื่อเนื่องจากเคยเห็นสุขภาพของคุณแม่ดีตลอดมา คุณแม่ได้เข้าโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ ม..." 294946 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ฆ|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>อื่น ๆ ให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะแพทย์เองก็ยังไม่อยากจะปลงใจเชื่อเนื่องจากเคยเห็นสุขภาพของคุณแม่ดีตลอดมา คุณแม่ได้เข้าโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๒ ผลจากการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ทุกระบบยืนยันตามฟิลม์เอ๊กซเรย์ครั้งแรก และยังได้ทราบเพิ่มเติมว่า เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงและรวดเร็วมากด้วย ไม่มีทางใดจะรักษาให้หายได้ ครั้งจะสืบให้ทราบว่าเจ้าโรคร้ายมันเริ่มรุกรานคุณแม่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีทางจะหาหลักฐานอันใดได้ ทั้ง ๆ ที่ลูกและหลานทราบดี ถึงความร้ายแรงของไข้ของคุณแม่ แต่ก็ยังปรารถนาที่จะให้คุณแม่มีโอกาสอยู่กับเราให้นานที่สุดที่จะนานได้ เราจึงให้ท่านรับการรักษาทั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล ทั้งทางจิตตานุภาพและอื่น ๆ ทุกวิถีทาง หลังจากคุณแม่อยู่โรงพยาบาลประมาณ ๑ เดือน คุณแม่รู้สึกตัวว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงวิงวอนขอกลับบ้านโดยให้เหตุผลว่า การได้กลับบ้านอาจทำให้หายป่วยได้ และปลงตกด้วยว่า หากถึงวาระแล้วใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้ ลูกหลานจึงจำใจต้องยอมจำนน วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๒ คุณแม่ได้กลับมาอยู่บ้านสมความปรารถนา คุณแม่ดีใจมาก รู้สึกว่าหน้าตาสดชื่นยิ้มย่องผ่องใส รับประทานอาหารได้ดีกว่าเก่า แต่เรี่ยวแรงคุณแม่กลับถอยลง ถึงกระนั้นคุณแม่ก็ไม่เคยยอมนอนรับประทานอาหาร ไม่เคยยอมนอนถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ คุณแม่พูดและคุยอย่างมีเหตุและผล แถมมีถ้อยคำขำขันกับพวกลูกหลานและนางพยาบาลมาตลอด จนถึงสัปดาห์ปลายเดือน<noinclude></noinclude> 0nmgplo28kbwwh4anufaz7408101prm 294950 294946 2026-08-17T12:41:50Z TinTin45678 12482 294950 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ฆ|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{left|อื่น ๆ ให้ประจักษ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะแพทย์เองก็ยังไม่อยากจะปลงใจเชื่อเนื่องจากเคยเห็นสุขภาพของคุณแม่ดีตลอดมา}} คุณแม่ได้เข้าโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๒ ผลจากการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ทุกระบบยืนยันตามฟิลม์เอ๊กซเรย์ครั้งแรก และยังได้ทราบเพิ่มเติมว่า เป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงและรวดเร็วมากด้วย ไม่มีทางใดจะรักษาให้หายได้ ครั้งจะสืบให้ทราบว่าเจ้าโรคร้ายมันเริ่มรุกรานคุณแม่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่มีทางจะหาหลักฐานอันใดได้ ทั้ง ๆ ที่ลูกและหลานทราบดี ถึงความร้ายแรงของไข้ของคุณแม่ แต่ก็ยังปรารถนาที่จะให้คุณแม่มีโอกาสอยู่กับเราให้นานที่สุดที่จะนานได้ เราจึงให้ท่านรับการรักษาทั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล ทั้งทางจิตตานุภาพและอื่น ๆ ทุกวิถีทาง หลังจากคุณแม่อยู่โรงพยาบาลประมาณ ๑ เดือน คุณแม่รู้สึกตัวว่าอาการไม่ดีขึ้นจึงวิงวอนขอกลับบ้านโดยให้เหตุผลว่า การได้กลับบ้านอาจทำให้หายป่วยได้ และปลงตกด้วยว่า หากถึงวาระแล้วใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้ ลูกหลานจึงจำใจต้องยอมจำนน วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๑๒ คุณแม่ได้กลับมาอยู่บ้านสมความปรารถนา คุณแม่ดีใจมาก รู้สึกว่าหน้าตาสดชื่นยิ้มย่องผ่องใส รับประทานอาหารได้ดีกว่าเก่า แต่เรี่ยวแรงคุณแม่กลับถอยลง ถึงกระนั้นคุณแม่ก็ไม่เคยยอมนอนรับประทานอาหาร ไม่เคยยอมนอนถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ คุณแม่พูดและคุยอย่างมีเหตุและผล แถมมีถ้อยคำขำขันกับพวกลูกหลานและนางพยาบาลมาตลอด จนถึงสัปดาห์ปลายเดือน<noinclude></noinclude> oo1rx1bgyx5x4g0fvi24h3cqct7mv3g หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/7 250 90973 294947 2026-08-17T12:23:25Z TinTin45678 12482 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "กรกฎาคม คุณแม่จึงเริ่มพูดจาสับสน โดยเฉพาะคืนวันพฤหัสที่ ๓๑ กรกฎาคม คุณแม่บอกว่าอยากพูดอยากคุย และพูดจนตลอดคืนประกอบกับมีอาการประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อนไม่เ..." 294947 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ง|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>กรกฎาคม คุณแม่จึงเริ่มพูดจาสับสน โดยเฉพาะคืนวันพฤหัสที่ ๓๑ กรกฎาคม คุณแม่บอกว่าอยากพูดอยากคุย และพูดจนตลอดคืนประกอบกับมีอาการประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อนไม่เป็นส่ำ แต่รุ่งขึ้นคุณแม่กลับมีสติดีอีกตลอดวัน สั่งให้ทำอาหารที่เคยชอบให้รับประทาน และเมื่อเวลา ๒๐.๓๐ น. นายแพทย์มาเยี่ยมคุณแม่ก็ยังทักทายปราศรัยกับนายแพทย์อย่างมิใช่คนป่วยหนัก ครั้นพอนายแพทย์กลับไปแล้วคุณแม่เปลี่ยนไปทันที กลับพูดเพ้อเจ้อเห็นพระมานั่งอยู่ใกล้ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็พูดโต้ตอบอย่างตรงเรื่องบ้างไม่ตรงเรื่องบ้าง มีตอนที่คุณแม่ได้สติขอโกโก้ร้อน ๆ ดื่มอยู่สองครั้ง และเป็นคืนแรกที่คุณแม่ไม่ถ่ายปัสสาวะ ครั้นรุ่งเช้าวันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม คุณแม่หยุดพูด นอนหลับตา หายใจลึกและไม่สู้สะดวกทั้ง ๆ ที่มีออกซิเจนช่วย ลูกหลานเฝ้าเรียก คุณแม่ไม่ขานไม่ตอบ ชีพจรค่อย ๆ อ่อนลง ความดันโลหิตลดต่ำลง ได้รีบเชิญนายแพทย์มาด่วน และเมื่อมาถึงได้ตรวจดูอาการพบว่าคุณแม่เข้าคั่นโคม่าเสียแล้ว อนิจจา! และในที่สุดคุณแม่ก็จากลูกหลานที่มาเฝ้าดูใจคุณแม่อยู่อย่างถ้วนหน้าไปด้วยความสงบ เมื่อเวลา ๒๒.๑๐ น. ของวันที่ ๒ สิงหาคม นั้นเอง มรณกรรมของคุณแม่ ยังความเศร้าสลดใจ อาลัยอาวรณ์แก่บรรดาลูกหลาน ญาตพี่น้อง และมิตรสหายเป็นที่ยิ่ง ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีโรคภัยอะไรมาคุกคามและเอาชนะคุณแม่ได้ คุณแม่ไม่เคยอ่อนแอทั้งกายและใจ ไม่เคยย่อท้อต่อความลำบากแม้จะแสนสาหัสสักเพียงใด ในยามรุ่งเรืองคุณแม่ก็ไม่เคยเห่อเหิมทรนง คงดำเนินชีวิต<noinclude></noinclude> m6uxqprbnuh5b8mzajgypjnx7qam6bv 294949 294947 2026-08-17T12:41:05Z TinTin45678 12482 294949 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ง|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{left|กรกฎาคม คุณแม่จึงเริ่มพูดจาสับสน โดยเฉพาะคืนวันพฤหัสที่ ๓๑ กรกฎาคม คุณแม่บอกว่าอยากพูดอยากคุย และพูดจนตลอดคืนประกอบกับมีอาการประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อนไม่เป็นส่ำ แต่รุ่งขึ้นคุณแม่กลับมีสติดีอีกตลอดวัน สั่งให้ทำอาหารที่เคยชอบให้รับประทาน และเมื่อเวลา ๒๐.๓๐ น. นายแพทย์มาเยี่ยมคุณแม่ก็ยังทักทายปราศรัยกับนายแพทย์อย่างมิใช่คนป่วยหนัก ครั้นพอนายแพทย์กลับไปแล้วคุณแม่เปลี่ยนไปทันที กลับพูดเพ้อเจ้อเห็นพระมานั่งอยู่ใกล้ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็พูดโต้ตอบอย่างตรงเรื่องบ้างไม่ตรงเรื่องบ้าง มีตอนที่คุณแม่ได้สติขอโกโก้ร้อน ๆ ดื่มอยู่สองครั้ง และเป็นคืนแรกที่คุณแม่ไม่ถ่ายปัสสาวะ ครั้นรุ่งเช้าวันเสาร์ที่ ๒ สิงหาคม คุณแม่หยุดพูด นอนหลับตา หายใจลึกและไม่สู้สะดวกทั้ง ๆ ที่มีออกซิเจนช่วย ลูกหลานเฝ้าเรียก คุณแม่ไม่ขานไม่ตอบ ชีพจรค่อย ๆ อ่อนลง ความดันโลหิตลดต่ำลง ได้รีบเชิญนายแพทย์มาด่วน และเมื่อมาถึงได้ตรวจดูอาการพบว่าคุณแม่เข้าคั่นโคม่าเสียแล้ว อนิจจา! และในที่สุดคุณแม่ก็จากลูกหลานที่มาเฝ้าดูใจคุณแม่อยู่อย่างถ้วนหน้าไปด้วยความสงบ เมื่อเวลา ๒๒.๑๐ น. ของวันที่ ๒ สิงหาคม นั้นเอง}} มรณกรรมของคุณแม่ ยังความเศร้าสลดใจ อาลัยอาวรณ์แก่บรรดาลูกหลาน ญาตพี่น้อง และมิตรสหายเป็นที่ยิ่ง ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าจะมีโรคภัยอะไรมาคุกคามและเอาชนะคุณแม่ได้ คุณแม่ไม่เคยอ่อนแอทั้งกายและใจ ไม่เคยย่อท้อต่อความลำบากแม้จะแสนสาหัสสักเพียงใด ในยามรุ่งเรืองคุณแม่ก็ไม่เคยเห่อเหิมทรนง คงดำเนินชีวิต<noinclude></noinclude> nczub3jcqqixxyekkh7xhhosp1qiig8 หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/8 250 90974 294948 2026-08-17T12:40:16Z TinTin45678 12482 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "{{left|อย่างสงบเสงี่ยมสม่ำเสมอ คุณแม่รักษาจิตใจของคุณแม่ได้มั่นคงและอยู่ในศีลในธรรม มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ มีใจโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหล..." 294948 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|จ|xxx|นวโกวาท}}</noinclude>{{left|อย่างสงบเสงี่ยมสม่ำเสมอ คุณแม่รักษาจิตใจของคุณแม่ได้มั่นคงและอยู่ในศีลในธรรม มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ มีใจโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือจุนเจือญาติพี่น้อง อย่างมิได้หวังการตอบแทน คุณแม่ถือมั่นในสัจจะ รักความยุติธรรมไม่คิดเบียนเบียนใคร มีความหวังดีแก่ทุกคน แม้ขณะที่คุณแม่ป่วยหนักก็ยังแสดงความห่วงใยน้องห่วงลูกและหลาน รวมทั้งผู้มาเยี่ยมเยียนตลอดเวลา คุณแม่นับถือพุทธศาสนาอย่างมั่นคง สวดมนต์ภาวนาทุกค่ำเช้า ทำบุญใส่บาตรฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เป็นนิจ มีศรัทธาบริจาคทรัพย์เพื่อบำรุงพุทธศาสนาเพื่อการสาธารณประโยชณ์ตามควรแก่ฐานะของคุณแม่อยู่เนือง ๆ นับเป็นการปฏิบัติชอบและเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ลูกหลานควรปฏิบัติตามสืบไป ฉะนั้นลูกจึงใคร่ขอพลังอำนาจแห่งกุศลผลบุญที่คุณแม่ได้บำเพ็ญไว้ เป็นปัจจัยหนุนนำดวงวิญญาณของคุณแม่ให้ไปสู่สุคตืในสัมปรายภพ และขอให้เป็นโอกาสที่คุณแม่จะได้ปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นจากสงสารทุกข์ตามคติแห่งพุทธศาสนาได้โดยเร็วเถิด.}} {{right|'''สมนึก คำอุไร'''}} {{right|''๓๐ พ.ย. ๒๕๑๓''}} {{left|''๖๐/๗ ซอยสังคมสงเคราะห์ ๑''}} {{left|''ลาดพร้าว พระนคร ๑๐''}}<noinclude></noinclude> 8sycetm2om7fy3z545hd3c8z2zwgh7s หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/9 250 90975 294953 2026-08-17T13:25:10Z TinTin45678 12482 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "<center><big>'''ทายาทของคุณแม่ส้มเกลี้ยง เล้าตระกูล'''</big></center> {{left|''' ธิดา '''}} # เฉลียว แซ่ลี้ (ถึงแก่กรรม) สมรสกับนายขุนทอง พิณสุวรรณ # สมนึก ทรรพกาญจน์ สมรสกับนายสืบศรี คำอุไร {{left|'''ห..." 294953 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ฉ|xxx|นวโกวาท}}</noinclude><center><big>'''ทายาทของคุณแม่ส้มเกลี้ยง เล้าตระกูล'''</big></center> {{left|''' ธิดา '''}} # เฉลียว แซ่ลี้ (ถึงแก่กรรม) สมรสกับนายขุนทอง พิณสุวรรณ # สมนึก ทรรพกาญจน์ สมรสกับนายสืบศรี คำอุไร {{left|'''หลาน''' (เกิดแต่นางเฉลียวและนายขุนทอง พิณสุวรรณ)}} # ศรีทอง พิณสุวรรณ (ญ) # ทองสืบ พิณสุวรรณ (ช) # สร้อยทอง พิณสุวรรณ (ญ) # แสงทอง พิณสุวรรณ (ญ) สมรสกับนายบรรพต อาภัสสรนนท์ # สุเทพ พิณสุวรรณ (ช) # สุนทร พิณสุวรรณ (ช) สมรสกับนางสาวอารมย์ พิมพ์พันธ์ # สุธี พิณสุวรรณ (ช) # ทวีวรรณ พิณสุวรรณ (ญ) {{left|'''เหลน''' (เกิดก่อนวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๓)}} # เสนิส อาภัสสรนนท์ (ช) บุตรของนายบรรพตและนางแสงทอง อาภัสสรนนท์<noinclude></noinclude> 3t1ur410j3bnul7jo8ay6uof3q04aa8 หน้า:นวโกวาท - วชิรญาณวโรรส - ๒๕๑๓.pdf/10 250 90976 294955 2026-08-17T13:36:53Z TinTin45678 12482 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "<ol start="2"> <li>สุทธิศักดิ์ พิณสุวรรณ (ช) บุตรของนายสุนทรและนางอารมย์ พิณสุวรรณ</li> <li>สุทธิสานติ์ พิณสุวรรณ (ช) บุตรของนายสุนทรและนางอารมย์ พิณสุวรรณ</li> </ol> <center>{{rule|10%}}</center>" 294955 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="TinTin45678" />{{หสล|ช|xxx|นวโกวาท}}</noinclude><ol start="2"> <li>สุทธิศักดิ์ พิณสุวรรณ (ช) บุตรของนายสุนทรและนางอารมย์ พิณสุวรรณ</li> <li>สุทธิสานติ์ พิณสุวรรณ (ช) บุตรของนายสุนทรและนางอารมย์ พิณสุวรรณ</li> </ol> <center>{{rule|10%}}</center><noinclude></noinclude> rfzbv2iht2inyg4nb3t8vhacinbxw59 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/130 250 90977 294957 2026-08-18T07:08:34Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294957 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๑๒๘}}</noinclude><noinclude></noinclude> 13prhet43dwa0y0patmlx57nue2qat6 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/52 250 90978 294960 2026-08-18T07:12:05Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294960 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๕๐}}</noinclude><noinclude></noinclude> 09pijuwbgqcg915wc12wqz9pe2sibyk หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/6 250 90979 294961 2026-08-18T07:13:12Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294961 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๔}}</noinclude><noinclude></noinclude> muuoydyk8lldbie23stozpj1n3jtbbq หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/24 250 90980 294962 2026-08-18T07:13:48Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294962 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๒๒}}</noinclude><noinclude></noinclude> gyx7jl0f7o7jire41b5at107nrez902 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/42 250 90981 294963 2026-08-18T07:14:21Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294963 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๔๐}}</noinclude><noinclude></noinclude> lizrj7bwoty92glfpl1mh6qt94zq0hw หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/62 250 90982 294969 2026-08-18T07:21:32Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 294969 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๖๐}}</noinclude><noinclude></noinclude> dwxywgo6qo40zak7mr1mw29qodylrwi ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 2 0 90983 294974 2026-08-18T07:32:44Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 1. ไปฝังศพ | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 1/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 3/]] | หมา..." 294974 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 1. ไปฝังศพ | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 1/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 3/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="24" to="40"/> oky65x8416w4l9cz4yezuxzp8b1midt 294995 294974 2026-08-18T08:07:31Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* */ 294995 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 2. ขึ้นจากหลุม | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 1/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 3/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="24" to="40"/> hcbdi96nzb765igy4zlrfwztj19s9u3 ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 3 0 90984 294996 2026-08-18T08:10:01Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 3. ศาลาทางเปลี่ยว | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 2/]] | ถัดไป = ../เรื่องที..." 294996 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 3. ศาลาทางเปลี่ยว | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 2/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 4/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="41" to="52"/> 35gtcrrkhmgxbtg3t01shp0702713ml ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 9 0 90985 295005 2026-08-18T08:27:15Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 9. เลขานุการผี | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 8/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 10/]]..." 295005 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 9. เลขานุการผี | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 8/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 10/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="108" to="120"/> g6542dr0d42wusgycuz3e0l6tzt25r5 295006 295005 2026-08-18T08:30:32Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* */ 295006 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 9. เลขานุการผี | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 8/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 10/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="109" to="120"/> f7reer5juc47zvlkdge577fgoyw4tp8 295007 295006 2026-08-18T08:31:17Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* */ 295007 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 9. เลขานุการผี | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 8/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 10/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="109" to="118"/> pbllmpcvbnul6ob54o55vu50vipv7ea หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/72 250 90986 295008 2026-08-18T08:35:01Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 295008 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๗๐}}</noinclude><noinclude></noinclude> 0plodmrwpmfh703k9xiq60x9yadp6my ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 10 0 90987 295009 2026-08-18T08:38:43Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 10. เนื้อมันหวานกลมกล่อม | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 9/]] | ถัดไป = ../เร..." 295009 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 10. เนื้อมันหวานกลมกล่อม | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 9/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 11/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="121" to="128"/> 5wijeuyes59tcjn78p520qolpo0j5fd ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 11 0 90988 295015 2026-08-18T08:48:18Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 11. ก็ผีน่ะซี! | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 10/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 12/]] |..." 295015 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 11. ก็ผีน่ะซี! | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 10/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 12/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="129" to="139"/> 8kzzjo9bk45j0tyljk0uicax9g7e7yh หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/166 250 90989 295019 2026-08-18T08:53:05Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 295019 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๑๖๔}}</noinclude><noinclude></noinclude> ar8j2q5go1lnkuom2r2hfemf6rri7j6 ภูตผีปีศาจไทย/เล่ม 1/เรื่องที่ 12 0 90990 295020 2026-08-18T08:56:38Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 สร้างหน้าด้วย "{{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 12. มรดกยุ่งยาก | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 11/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 13/]..." 295020 wikitext text/x-wiki {{หัวเรื่อง | ชื่อ = [[../../]]: [[../|เล่ม 1]] | ปี = 2546 | ผู้สร้างสรรค์ = เหม เวชกร | บรรณาธิการ = | ผู้แปล = | ส่วน = 12. มรดกยุ่งยาก | ผู้มีส่วนร่วม = | ก่อนหน้า = [[../เรื่องที่ 11/]] | ถัดไป = [[../เรื่องที่ 13/]] | หมายเหตุ = }} <pages index="Pisat Khong Thai 2546.djvu" from="140" to="164"/> 94ph8aonijp2tlikpoeheyd0005z1l0 หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/204 250 90991 295022 2026-08-18T09:00:08Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 295022 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๒๐๒}}</noinclude><noinclude></noinclude> 3q9v4qk46c0geid7qd61yh1f2clgbnf หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/232 250 90992 295023 2026-08-18T09:00:26Z วรุฒ หิ่มสาใจ 4101 /* ยังไม่พิสูจน์อักษร */ สร้างหน้าด้วย "" 295023 proofread-page text/x-wiki <noinclude><pagequality level="1" user="วรุฒ หิ่มสาใจ" />{{หสล|๒๓๐}}</noinclude><noinclude></noinclude> sigfempilgyuwlfjw2rmqorhda2m8ea