วิกิซอร์ซ
thwikisource
https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81
MediaWiki 1.47.0-wmf.16
first-letter
สื่อ
พิเศษ
พูดคุย
ผู้ใช้
คุยกับผู้ใช้
วิกิซอร์ซ
คุยเรื่องวิกิซอร์ซ
ไฟล์
คุยเรื่องไฟล์
มีเดียวิกิ
คุยเรื่องมีเดียวิกิ
แม่แบบ
คุยเรื่องแม่แบบ
วิธีใช้
คุยเรื่องวิธีใช้
หมวดหมู่
คุยเรื่องหมวดหมู่
สถานีย่อย
คุยเรื่องสถานีย่อย
ผู้สร้างสรรค์
คุยเรื่องผู้สร้างสรรค์
งานแปล
คุยเรื่องงานแปล
หน้า
คุยเรื่องหน้า
ดัชนี
คุยเรื่องดัชนี
TimedText
TimedText talk
มอดูล
คุยเรื่องมอดูล
Event
Event talk
คุยกับผู้ใช้:Max
3
66927
295025
292164
2026-08-19T00:22:15Z
JJPMaster
11390
JJPMaster ย้ายหน้า [[คุยกับผู้ใช้:DreamRimmer]] ไปยัง [[คุยกับผู้ใช้:Max]]: ย้ายหน้าอัตโนมัติขณะเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ "[[Special:CentralAuth/DreamRimmer|DreamRimmer]]" เป็น "[[Special:CentralAuth/Max|Max]]"
216601
wikitext
text/x-wiki
{{Template:Welcome|realName=|name=DreamRimmer}}
-- [[ผู้ใช้:New user message|New user message]] ([[คุยกับผู้ใช้:New user message|คุย]]) 20:20, 26 ธันวาคม 2566 (+07)
sckuuqrq4tump9ixrpy96k06a0ls1d5
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/142
250
89103
295041
288615
2026-08-19T09:34:07Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295041
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๔๐}}</noinclude>เป็นอิสระและเป็นคุณนาย" ชายพูดเสียงหนัก ๆ ช้า ๆ
"ดิฉันได้ขอความกรุณาแล้วตั้งหลายร้อยหน" หญิงตอบ "ท่านมีอายุมากกว่าคราวพ่อ"
"เพราะแกรักอ้ายคนใช้มากกว่าฉันใช่ไหม ?"
"ถูกแล้ว เพราะอายุไล่เลี่ยกัน" หญิงตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"อีโง่ อีบ้า" ชายกระชากเสียง "มันจะเป็นไปได้อย่างไร อ้ายคนมีแต่ตัว เดี๋ยวนี้ไล่ออกไปแล้วก็เป็นกุ๊ยอยู่ตามถนน" ชายพูดตอนหลังเสียงอ่อนลง "แกยอมเป็นเมียฉัน แกก็มีเงินทองโก้ภูมิ" พูดแล้วหัวเราะอย่างเย้ยหยันในความโง่เขลาของหญิง "แกจะทนอยู่ในใต้ถุนไต้ดินจนตายรึ ?"
เสียงหญิงหัวเราะเย้ยหยันแซงขึ้นมาบ้างและว่า "อ๋อ ตายก็ดีกว่า" หญิงพูดอย่างไม่พรั่นพรึง พอขาดคำก็มีเสียงดังฉาด จะเป็นตบหรือตีไม่ทราบ เสียงหญิงร้องโอ๊ย เสียงชายก็พูดขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
"จองหองนักอีนี่ เดี๋ยวกูฆ่าตาย"
ผมทนเงี่ยหูฟังอยู่ไม่ไหว อยากจะเห็นเหตุการณ์ด้วยลูกตา ผมรีบดับไฟของผม แล้วดูว่าจะมีช่องโหว่ของไม้ที่ตีปิดบ้านไหม โชคดี ! มีแสงไฟห้องโน้นพุ่งเป็นลำเล็ก ๆ มาทางช่องไม้ที่โหว่ ผมรีบก้าวขึ้นเก้าอี้ใหม่ พอทาบลูกตากับช่องโหว่ก็เห็นภาพนั้นได้ชัดเจน ในห้องนั้นไม่มีอะไรประดับห้อง มีแต่พื้นกับผนัง ตรงมุมห้องด้านหนึ่งมีช่องสี่เหลี่ยม แสดงว่ามีทางลงไปห้องใต้ดิน ชายคนนั้นมีอายุจริง ๆ แต่ยังมีท่าทางแข็งแรงแต่งตัวโก้ภูมิ หญิงนั้นสวยจริงอยู่ แต่ขาวซีด มีท่าทางกะปลกกะเปลี้ย เสื้อผ้าขาดหน้าขาดหลังไม่มีชิ้นดี ร่างกายมอมแมม
"มึงจงคอยดู กูจะไม่มาส่งข้าวมึงหกเจ็ดวัน มึงจะแดกอะไร มึงคอยอ้ายชู้มีงซิ บางทีมันจะเอาข้าวเอาน้ำมาให้กระมัง ?" ชายนั้นพูดแล้วชี้ถังน้ำเล็ก ๆ และชามข้าวที่มีเนื้อเค็มอยู่หนึ่งชิ้น "นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่กูจะส่ง ถ้ามึงยอมกู มึงจะออกจากที่นี่ได้เดี๋ยวนี้"
เขาพูดแล้วหยุดนิ่งเพื่อฟังคำตอบ แต่หญิงยืนพิงฝานิ่งเฉย
"ดีละอีจองหอง มึงกลับไปข้างล่าง กูจะกลับละ เอ้า ! เอาข้าวเอาน้ำลงไปซิ" เขาพูดแล้วใช้เท้าชี้ของที่ว่า
"ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากินเสียเลย จะได้ตายเร็ว ๆ" หญิงพูดแล้วทำท่า<noinclude></noinclude>
h5banlgq1tqcjg7ic7s2a48awpa04y3
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/143
250
89104
295040
288673
2026-08-19T09:32:15Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295040
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๔๑}}</noinclude>จะเดินลงไปทางห้องใต้ดิน
"ดีซีวะ กูจะเอาไปให้หมากิน" ชายนั้นว่า ฝ่ายหญิงหยุดชะงักนิ่งเหมือนจะได้คิด รีบหันกลับไปหยิบข้าวและถังน้ำเล็กไป แล้วเดินลงสู่ทางใต้ดิน
"อีบัดซบ มึงจะไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก" เขาพูดอย่างโกรธ พอหญิงลงบันไดไปลับตัว ชายนั้นก็ถุยน้ำลายรดหัว แล้วรีบปิดฝาช่องใส่สายยู แล้วเอากุญแจลั่นกร๊วบเข้าให้ เดินกลับไปปิดไฟ และออกประตูไป พอประตูห้องปิด เสียงกุญแจข้างนอกดังแชะ หมดกันแม่คนนั้น หมดอิสรภาพ ต้องจมอยู่ในห้องใต้ดิน จะเป็นจะตายไม่แน่ เพราะชายนั้นว่าจะไม่มาอีก
ผมหมดหนทางจะเห็นจะได้ยินอะไรอีก โดดลงจากเก้าอี้เปิดไฟหัวหมุนติ้ว ผมช่วยอะไรไม่ได้ในภาพที่เห็น หญิงนั้นจะทนทุกข์อยู่ใต้ดิน แสงไฟไม่มี น้ำไม่มีอาบ และจะถ่ายทุกข์ไว้ในนั้น และก็นอนในนั้น อนิจจาเป็นไปได้เจียวหนอใจคน เราจะมีทางช่วยอย่างไรได้กันเล่า ติดกุญแจทั้งล่างทั้งบน
คืนนั้นผมนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย คิดถึงชีวิตมืดใต้ดิน น่าสงสารที่สุด ถ้าหญิงนั้นผิดโดยเธอเป็นเมียของตานั่นอยู่แล้ว แต่แอบไปเป็นชู้กับคนใช้ก็น่าจะถูกลงโทษไปตามความแค้นของอีตานั่น แต่นี่เธอยังไม่ได้เป็นเมียแก แกจะบังคับให้เป็นเมียแก ทั้งโกรธว่าไปรักกับคนใช้ ถ้าเทียบฐานะ หญิงนั้นก็คงจะเป็นคนใช้เหมือนกัน แกบังคับใจคน ผมคิดจะนำเรื่องนี้บอกกับคุณหลวงและคุณนาย แต่ก็ชะงักไว้ได้ เพราะสำนึกว่ามันเป็นเรื่องคนอื่น และทั้งก็ไม่รู้ว่าชายหญิงคู่นั้นจะโกรธแค้นกับคุณหลวงหรือเปล่าแค่ไหน ผมจะเป็นคนสาระแนไม่เข้าเรื่อง เลยงดการจะพูดเสีย แต่ใจนั้นไม่มีความสุขเลย คิดวนเวียนอยู่คนเดียว ถ้ามีทางช่วยได้จะปล่อยหญิงนั้นไปเสีย จะดูหน้าชายแก่คนนั้นว่าจะทำอย่างไร แต่จะคิดอย่างไรก็ไม่เห็นทางจะช่วยได้ ถ้าหญิงนั้นถูกขังอยู่พื้นเดียวกันจะได้ติดต่อพูดจาหาทางช่วย แต่นี่เธอติดอยู่ใต้ดิน ผมเดินวนเวียนอยู่ในห้องจนดึก
ผมหลับไปด้วยความเหนื่อยสมองที่คิดวนเวียน ตื่นเช้าก็รีบขึ้นไป<noinclude></noinclude>
a29h1zjj1kvrd9vwtqxwk19zzle44ky
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/144
250
89114
295042
288675
2026-08-19T09:36:19Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295042
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๔๒}}</noinclude>ทำงานตามหน้าที่ จัดไข่ไก่ลวก กาแฟ ขนมปัง แล้วขัดรองเท้า จัดเสื้อผ้าชุดจะไปทำงาน พอคุณหลวงไปทำงานแล้วผมก็เช็ดกวาดโต๊ะ และเก็บหนังสือที่คุณหลวงเอาจากตู้มาอ่านทิ้งไว้บนโต๊ะเข้าเก็บยังที่เดิม เสร็จงานทุกอย่างแล้วจึงกลับมารับประทานข้าวที่ยายแม่ครัวจัดมาให้ที่ห้องเป็นพิเศษ ผิดกว่าคนใช้ในบ้านทุกคน ด้วยมีหน้าที่คนใช้พิเศษ
ผมนั่งรับประทานข้าวไปคิดไปว่า ข้าวชามสุดท้ายนั้นหมดแล้วหญิงนั้นจะกินอะไร และน้ำหมดอีกจะอดน้ำ เธอตายแน่ คิดแล้วคอตัน รับประทานอีกต่อไปไม่ได้ เวรกรรมของผมจึงมาพบเรื่องอย่างนี้ เดินก้มบ้างแหงนบ้าง หาทางจะติดต่อกับหญิงนั้นก็ยังไม่มีทาง ห้องของผมตั้งแต่มาอยู่ไม่เคยสำรวจทั่วเลย มีห้องเล็ก ๆ อยู่หลายห้อง มีห้องอยู่อีกห้องที่ใส่กุญแจอยู่ ผมไม่เคยเปิดดูเลยว่าในนั้นเป็นห้องอะไร เพราะลูกกุญแจไม่มี แต่ถึงเวลาที่กระวนกระวายใจ จึงลองเอากุญแจในห่วงที่มีอยู่ลองไขดูทุก ๆ ดอก บุญจริง ! เกิดไขได้ขึ้นมา แต่ห้องนั้นมืด ผมจึงกลับมาเอาไฟฉายไปฉายตรวจดู ก็รู้ว่าเป็นห้องเก็บของที่ไม่ใช้แล้ว มีลังไม้ใหญ่อยู่ใบหนึ่งตั้งชิดมุมห้อง ผมลองเปิดดู ก็พบผ้าเก่า ๆ เช่นม่านขาด ผ้าปูโต๊ะเก่า ๆ ผมเลยปิดเสียดังเดิม แต่ยังไงไม่รู้เกิดสังหรณ์ใจ ลองเลื่อนลังใบนั้นดู ก็พบว่าใต้ลังมีช่องทางลงใต้ดินได้ มีบานประตูปิดไว้ พระโปรดแล้ว! ผมตะลีตะลานรีบเปิดฝาปิดขึ้น ส่องไฟเห็นบันไดลง ผมไม่รอช้า รีบก้าวลงไป ก็พบว่าทางใต้ดินมีเป็นตรอกเดินไปสู่ทางบ้านโน้น พอเดินไปก็พบไม้กั้นตีตะปูปิดทาง ผมลูบคลำทางปิดนั้น กำลังคิดว่าจะทำการรื้อทางปิดอย่างไรดี ก็พอดีได้ยินเสียงยายแม่ครัวเรียกแจ๋ว ๆ อยู่ข้างบน ผมจึงรีบขึ้นมาปิดทางเรียบร้อยแล้ว ออกจากห้องเก็บของใส่กุญแจดังเดิม เดินออกมาหาแก แกยืนอยู่ที่โต๊ะอาหาร ไม่กล้าเดินล่วงล้ำมากมาย
"แหม! วันนี้เป็นอย่างไร รับประทานข้าวนิดเดียว" แกถาม "ไม่ถูกปากหรือไง?"
"โอ้ย! เปล่าจ้ะ เมื่อคืนอ่านหนังสือดึกไป เช้าเลยกลืนอะไรฝืดๆ ไปหมด" ผมแก้ตัว
"อ้อ! ขนมไหมคะ" แกถาม
"โอ! ขอบคุณจ้ะป้า ไม่ไหวอีกนั่นแหละ ได้แต่กาแฟเท่านั้น อย่าง<noinclude></noinclude>
dut4okkm5uvj8dlmwm6pb3pscy7aaxe
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/145
250
89203
295043
288678
2026-08-19T09:38:37Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295043
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๔๓}}</noinclude>อื่นไม่ไหวเลย กาแฟฉันก็ดื่มแล้วจากข้างบนที่เหลือของคุณหลวง"
แกหัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วเก็บถ้วยเก็บชามอาหารกลับไป ผมย้อนลงไปที่นั่นอีก ยืนพินิจทางที่ปิดอยู่และลองเอามือเคาะให้สัญญาณดู ครู่ใหญ่ ๆ จึงมีเสียงเคาะตอบ ผมสอดปากถามไปว่า
"คุณอยู่ในนั้นหรือ?"
"ฉันถูกขังอยู่ในนี้ค่ะ" เสียงตอบมา
"ผมมีทางช่วยคุณ ผมจะหาวิธีงัดแงะ รอประเดี๋ยวนะ" ผมว่า
"ค่ะ กรุณาด้วย" เสียงตอบอย่างดีใจ
ผมออกไปหาคนทำสวน ขอยืมชะแลง ว่าจะไปงัดหีบไม้สำรวจของ พอได้มาแล้ว ผมก็ลงไปงัดไม้กั้นไม่ให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อจะประกบปิดไว้ได้อย่างเดิม ไม่ให้เป็นที่พิรุธได้ ลงมือทำอยู่เกือบชั่วโมงก็ยกได้ดังประสงค์ กลิ่นเหม็นอับๆ ทางห้องโน้นพลุ่งเข้ามา ทำให้ต้องสะบัดหน้า
"มาทางนี้เร็ว ๆ ด้วย" ผมเรียกเธอ สักครู่ร่างกะปลกกะเปลี้ยได้ลอดมาอยู่ทางห้องนี้ เสื้อขาดกะรุ่งกะริ่งนั้นเหม็นสาบ ผมบอกให้เธอนั่งรออยู่ข้างล่าง บอกว่าจะหาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนไปพลาง ๆ ก่อน มอบไฟฉายไว้ให้เธอ ผมกลับมาหยิบโสร่งที่นุ่งนอนและเสื้อของผมเองลงไปให้ เธอรับไปกอดนิ่งอยู่
"ถอดชุดเก่าทิ้งไปเลย พรุ่งนี้ผมจะหาเครื่องผู้หญิงมาให้ใหม่" ผมว่า
เธอกอดโสร่งและเสื้อของผมนิ่งอยู่อย่างคิดไม่ตกว่าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนดี
"อ้อ จริง ๆ แหละครับ ถ้าคนลงมาเรียกคุณขึ้นไป ถ้าเห็นเสื้อผ้าผิดไปก็จะเกิดความแดงขึ้น" ผมพูดคนเดียว "เอายังงี้เถอะ คุณนุ่งของผมก่อน ผมจะเอาของคุณไปซักและตากไว้ข้างบน พอแห้งแล้ว ถ้าเขามาเรียกก็รีบแต่งชุดเก่า"
เธอเงยหน้ามองผมอย่างเห็นด้วยและขอบคุณ แต่เราก็มองหน้ากันไม่ถนัดนัก จากความสว่างของไฟฉาย ผมรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้มีโอกาสช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่การช่วยเหลือของผมจะผิดอย่างไรนั้น ยังไม่พูดถึงกัน เอาเรื่องมนุษยธรรมกันก่อน จริงอยู่ผมเป็นคนอื่น ไม่<noinclude></noinclude>
d4ilvndb5fbgkk7z1r1er16qrm6pf67
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/146
250
89204
295044
288679
2026-08-19T09:40:20Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295044
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๔๔}}</noinclude>เกี่ยวข้องกับเขา แต่ใครเล่าจะทนดูได้ เมื่อพบกับความโหดร้ายผิดธรรมดาเช่นนี้ การขังคนชนิดให้อยู่แต่ในความมืดและอับอากาศ เพียงกักขังอยู่แต่ห้องข้างบนคนเดียวก็แย่เอาการอยู่แล้ว นี่สิต้องลงไปฝังตัวอยู่ข้างล่างอีก ซึ่งไม่ใช่ที่มนุษย์จะอยู่ได้ แม้แต่สุนัขยังอยู่ไม่ได้ อีตาคนนี้แกเอาชีวิตของคนแท้ ๆ เหมือนวัตถุสิ่งของลงเก็บห้องใต้ดิน สุดที่มนุษย์หรือสัตว์มีชีวิตใด ๆ จะทนมีชีวิตอยู่ได้ ผมได้ทำกุศลอย่างสูง แม้จะล่วงเลยอำนาจที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากคุณหลวงคุณนาย ก็ขอทำไปทีก่อน ต่อข้างหน้าจะค่อยเรียนบอกกับท่าน
เรื่องหนักใจของผมจะมีอยู่คือ อาหารจะต้องเพิ่ม จะบอกกับแม่ครัวเพิ่มอาหารให้ผมก็เป็นความโง่อย่างหนัก คนเดียวกินอาหารเท่าสองคน ผมจึงวางแผนการทำเป็นกินอาหารได้มาก ขอแกเพิ่มตามกำลังความจุ และจะแอบซื้ออาหารแห้ง เช่น ขนมปังต่าง ๆ ทั้งสดทั้งแห้ง อีกเครื่องกระป๋อง เราทั้งสองจะแบ่งอาหารจากแม่ครัวกินกัน แล้วใช้ขนมปังและขนมแห้งกินพอทุ่นท้องเข้าไปอีก
ผมได้บงการกับเธอว่า ต้องขึ้นไปอยู่ในห้องเก็บของ จะจัดที่พักให้เป็นอย่างสบาย เธอว่าง่ายตามใจ ทำให้เกิดสงสารยิ่งนัก คนเราจะตายอยู่แล้วเมื่อมีผู้เข้าช่วยเหลือก็ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างตามใจผู้ที่ช่วยเหลือ ผมให้แกผลัดผ้าโดยผมปิดประตูเสีย สั่งว่าถ้าเรียบร้อยแล้วให้เคาะประตูห้อง ผมออกมาที่ห้อง ผมจัดน้ำเข้าไปให้ แล้วย้อนไปที่แม่ครัว พูดปดกับแกว่า เมื่อเช้านั้นกินข้าวไม่อิ่ม เกิดมาหิวขึ้น ขออะไร ๆ ง่าย ๆ สักชามเถิด แกก็รีบจัดหาให้อย่างเต็มใจ และว่าถ้ากินน้อยอย่างเมื่อเช้า แกคิดว่าผมต้องผอมตาย ผมได้นำอาหารมาให้เธอ แล้วเอาเสื้อผ้าเธอไปซักให้ในห้องน้ำของผม ทั้งนำไปตากลมไว้ในห้องเก็บของที่เธอพัก และบอกกับเธอว่ากลางคืนให้เธอไปนอนที่ห้องผม และอาบน้ำอาบท่าได้สบาย แต่เวลากลางวันถ้าเธอจะอาบน้ำหรือไปส้วม ผมจะทำไปธุระนอกห้อง และใส่กุญแจขังเธอไว้โดยปิดบังคนอื่น แล้วเธอจะใช้ห้องผมได้สบาย เธอกราบผมที่เท้า ผมใจหายและสงสารจับใจ
กลางวันวันนั้น ผมได้บอกเธอไปอาบน้ำให้สบาย ผมใส่กุญแจห้องไว้กลับขึ้นไปตึกข้างบน ทำการคัดหนังสือให้คุณหลวงตามท่านสั่งไว้ พร้อม<noinclude></noinclude>
d66b9rrjnp2loy0erg305lb6wt6bdjq
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/165
250
89421
295027
289337
2026-08-19T09:12:38Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295027
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๓}}</noinclude>แดนประหลาด
เป็นเหตุการณ์อีกตอนหนึ่งของนายทองคำที่พบแดนประหลาดโดยความสำนึกในจิต คล้ายฝันแต่ไม่ใช่ฝัน เหมือนไปด้วยตนเองในความรู้สึกแห่งจิตที่ลึกลับยากจะอธิบายได้
ผมคงอยู่รับใช้คุณหลวงคุณนายที่บ้านเดิมถนนเยาวราชนั่นเอง รำเพยของผมก็หายเงียบไปเลย ไม่ได้กลับมามีวี่แววอีกเลย เธอเคยบอกผมไว้ในความรู้สึกแห่งจิตว่า เธอจะต้องไปสู่กรรมตามกำหนดเกณฑ์ แต่จะมีเวลาพักและกลับมาหาผมได้อีกถ้าหมดกำหนดเกณฑ์แล้ว ถ้าถึงกำหนดเข้าเกณฑ์ก็จะต้องไปอีก วนเวียนอยู่ดังนั้นกว่าเธอจะหมดกรรมจริงๆ แล้วจึงจะไปเกิด ผมสงสารเธอฝังอยู่ใน<noinclude></noinclude>
tpjvpk7mqhnj7lo7zfi7yseo1gj9ozb
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/167
250
89424
295028
289344
2026-08-19T09:14:18Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295028
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๕}}</noinclude>ใจเงียบ ๆ ไม่เคยพูดกับใครแม้แต่คุณหลวงคุณนายที่รู้เรื่องผมดี ผมพยายามให้ทุกคนในบ้านที่รู้เรื่องของผมครั้งเก่าจงลืมกันไปเสียเลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันจะเป็นลม ๆ แล้ง ๆ อะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นของผมแต่เฉพาะตัว ผมจะคลั่งจะเพ้อว่ามีภรรยาเป็นผีก็ช่างเถิด ผมลืมรำเพยของผมไม่ได้ เธอพูดอะไรสั่งอะไรผมไว้ ผมเชื่อเธอทุกอย่าง แม้แต่เธอเข้าสิงในสำนึกของผม ขอร้องให้ผมเลิกการเร่ร่อนกลับมาอยู่กับคุณหลวงอีก ผมก็มาตามคำขอร้องของเธอ ทุกวันนี้ผมทำเฉยเหมือนลืมเรื่องเก่าแล้ว ผมแอบมองหรือชำเลืองดูที่ตรงที่ตั้งห้องของผมและห้องที่เธอเคยถูกขังอยู่ใต้ดินจนตาย ที่นั้นมันเป็นที่ระลึกแห่งผม แม้ในเวลานี้เขาจะรื้อสิ่งเหล่านั้นหมดไปแล้ว มีแต่พื้นปูราบ ๆ แต่ความทรงจำของผมก็ยังเห็นเป็นรูปร่างอยู่ในความรู้สึก
วันหนึ่งผมได้รดน้ำต้นรำเพยหน้าห้องของผม พร้อมด้วยจิตตั้งว่า รำเพยเอ๋ย ถ้าเธอยังไม่ไปเกิด หมดเข้าเวรตามกฏแล้ว รำเพยมาหาฉันอีกเถิด ฉันคิดถึงเธอสุดจะรำพันแล้ว ผมราดน้ำขันสุดท้ายแล้วผมก็เข้าห้องนอนเพราะหมดงานหมดเวลาคุณหลวงจะใช้แล้ว ผมนอนยังไม่ทันหลับ เพียงเคลิ้ม ๆ ก็ได้กลิ่นหอมประหลาดเกิดขึ้น เป็นกลิ่นดอกไม้อะไรผมไม่เคยรู้จัก กลิ่นนั้นคล้ายธูปหอมแต่ว่าสดกว่า เพราะกลิ่นธูปเป็นกลิ่นแห้งที่เกิดจากการเผา แต่กลิ่นนี้สดชื่นเหมือนดอกไม้ ทันใดนั้นเองภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างเตียงผม ผมสะดุ้งตกใจ รำเพย เธอจริง ๆ รำเพยยิ้มอย่างสดชื่น แล้วเราต่างโผเข้ากอดกัน ต่างจูบกันไม่รู้จะจบลงเมื่อใด กลิ่นหอมที่ผมว่านั้นตลบตลอดเวลา แม่คุณเอ๋ย กลิ่นนั้นก็คือกลิ่นของเธอ
"คราวนี้รำเพยอยู่กับฉันได้นานไหม?" ผมถามเธอ
"ชั่วคราวเท่านั้นที่รัก ฉันไม่มาหาคุณไม่ได้ อกมันจะแตก" เธอตอบแล้วถอนใจ
"อนิจจา เธอกับฉันช่างมีกรรมเหลือเกิน" ผมครางออกมาอย่างละเหี่ยใจ
"ฉันมาคราวนี้ จะมาชวนคุณไปดูที่ที่ฉันต้องไปประจำการอยู่" เธอว่า
"เอ๊ะ จะไปได้อย่างไรกัน ?" ผมแย้งเธอ เพราะไม่เชื่อว่าผมจะไปได้<noinclude></noinclude>
ssv7obrf6nkw4he8lvtmmrckq3w3g58
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/168
250
89425
295029
289503
2026-08-19T09:15:33Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295029
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๖}}</noinclude>อย่างไร ผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ผีอย่างเธอจะได้ทำอะไรตามชอบใจ
"ไปได้สิ เมียเป็นผู้นำ ไม่ว่าที่ไหน คุณต้องไปได้ทั้งนั้น" เธอพูดแล้วจูบผม
ทันใดนั้นเอง จะด้วยจิตสำนึกหรือหูแว่วก็ไม่ทราบ ได้ยินเสียงกบตัวใหญ่ร้องสองสามครั้งไกล ๆ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะย่านเยาวราชเป็นที่จอแจด้วยผู้คน จะมีกบที่ไหน ไม่ใช่ท้องนาหรือเป็นที่ร่องมีพงหญ้าที่ไหนกัน
"คุณขา ไปกับเมียเถิด นั่นคือเสียงของกบที่ประจำถิ่นของเมียร้องบอกว่าเดินทางได้แล้ว"
ผมงงเหมือนฝัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันประหลาดอะไรอย่างนั้น เธอฉุดมือผม ผมตามใจเธอ เพราะเธอมีอำนาจพิเศษบังคับผม เราออกมาจากห้อง ผู้คนในบ้านนอนกันเงียบ เธอแหงนหน้าดูดวงจันทร์และจับเแขนผมไว้
"เดี๋ยวก่อนค่ะ รอจนกว่าดวงจันทร์จะดั้นเมฆเสียก่อนเราจึงจะเดินทางได้" เธอว่า
ผมไม่ได้ตอบโต้อย่างใดกับเธอ ในครู่นั้นเธอหันไปดูต้นรำเพยที่ดอกไสวหน้าห้องแล้วถอนใจ
"ทุกครั้งที่คุณรดน้ำต้นรำเพย แม้รำเพยจะอยู่ไกลก็เกิดร้อนใจอกจะพองพัง อยากจะรีบมาหาคุณ ยิ่งคุณรำพันถึงเมีย เมียแทบจะละลายเป็นผุยผง" เธอพูดแล้วซบหน้าลงที่หน้าอกผม ผมดีใจนักที่การกระทำของผมล่วงรู้ถึงเธอทุกครั้ง รำเพยเอ๋ย ถ้าคราวใดเธอมาไม่ได้ ฉันจะกอดต้นรำเพย และมือก็กอดรำเพยโดยแท้ แต่ความนึกคิดของผมมิได้บอกกับเธอ ผมนึกอยู่ในใจคนเดียว เพราะได้คิดขึ้นมาเมื่อเธอพูดว่า คราวใดผมรดน้ำต้นรำเพยและนึกถึงเธอ ก็กระเทือนถึงเธอทุกครั้งไป ผมได้ความคิดนี้ไว้อย่างดีใจ แม้เธอจะมาไม่ได้ ผมก็ยังอบอุ่น เพราะต้นไม้ที่แทนตัวเธอมีอยู่
อีกครั้งหนึ่งที่เธอแหงนดูดวงจันทร์ ซึ่งขณะนั้นดวงจันทร์กำลังดั้นเมฆ เห็นความสว่างเป็นดวงกลมรัว ๆ เธอกอดผมแน่น และขณะนั้นเองท่านที่รักและเคารพทั้งหลาย ตัวผมและรำเพยได้ลอยขึ้นพ้นพื้น<noinclude></noinclude>
ldz7rsdxaonis5bmetnhd0ckbiryw4v
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/169
250
89468
295030
289506
2026-08-19T09:16:32Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295030
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๗}}</noinclude>ดิน และลอยลิ่วพ้นบ้านคุณหลวงมา ผมตกใจและใจหาย หันมองดูที่เคยอยู่ ทั้งเศร้าใจตกใจระคนกัน แต่มานึกได้ว่าผมอยู่กับรำเพยก็เลยหายวิตกกังวลหมดทุกอย่าง
เราลอยพ้นพื้นพิภพจนมองไม่เห็นพื้นล่างเลย มันลอยลิ่วมาในกลางหาวอย่างวิเวก มีความรู้สึกดังฝันไป เราทั้งสองลอยมาถึงไหนหาทราบไม่ มารู้สึกเอาอีกครั้งว่าเราลงสู่พื้นพิภพแล้ว เป็นชายลำธารน้ำใสไหลอ่อนๆ ไม่ทราบว่าเป็นที่ไหน มีป่าทึบไปทั้งสองฟาก เราหยุดนั่งที่ชายฝั่ง ผมเอามือจุ่มน้ำที่เย็นเจี๊ยบแล้วเอาขึ้นลูบหน้า ช่างสดชื่นเหลือประมาณ แต่ในขณะนั้นเอง ตัวผมก็หารู้ไม่ ความหลังความเก่าใดๆ ก็ลืมหมดสิ้น มีความสุขใจที่เป็นอิสระอยู่คู่กับรำเพยของผม มาแปลกใจอีกครั้งหนึ่งที่ก้มลงดูตัวเอง ไม่มีผ้าผ่อนอะไรปิดกายจนชิ้นเดียว และรำเพยก็เช่นกัน คิดรู้ว่านี่หรือคือความอิสระ เราพ้นโลกมนุษย์แล้ว สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นของมนุษย์ไม่ติดกายมา เราเป็นคนภพอื่น เรามีความรู้สึกว่าคล้ายๆ จะดูตัวเราเองไม่เห็น มีแต่ความรู้สึกว่าเรามีตัวของเราอยู่
ที่ตรงข้ามฟากฝั่งธารที่เรานั่งกันอยู่ มีศาลเทวาลัยทำด้วยหินตั้งอยู่ชายน้ำ เจ้าศาลนั้นปลูกลงในน้ำ และที่ใต้ศาลนั้นมีน้ำนูน ๆ กระเพื่อมคล้ายมีสัตว์น้ำอยู่ที่นั่น รำเพยก็จ้องมองเช่นกัน กระเพื่อมของน้ำนั้นช่ายเป็นวังวนอย่างใหญ่ ถ้าเป็นสัตว์ก็สัตว์ใหญ่ทีเดียว และในครู่นั้นเอง เจ้าของร่างที่ทำน้ำป่วนปั่นก็โผล่หน้าขึ้นมา ผมไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์อะไรกันแน่ ลักษณะเป็นเสือโคร่ง แต่ทำไมจึงอยู่ในน้ำ มันโผล่หน้าขึ้นดูเรา ตามันแดงเหมือนไฟ พอมันชูคอขึ้น เห็นขนยาวผิดเสือ มีตะไคร่น้ำจับหนา มันคำรามลั่น รำเพยฉุดแขนผม ร่างเราก็ลอยลิ่วขึ้นสู่ยอดเขา รำเพยจูงผมหลบหลืบเขา แต่อ้ายสัตว์ประหลาดนั้นมันโดดได้สูงตามเรามา หากแต่มันคะเนผิดว่าเราอยู่เขาอีกลูกหนึ่ง มันจึงโดดไปชะเงื้อมผาโน้น พอมันหันมาพบเราก็ตั้งท่าจะกระโจนอีก เราจึงลอยตัวร่อนไปตามอากาศ เจ้าสัตว์นั่นลอยตัวไม่ได้ จึงตามเราไม่ได้ตามความดุร้ายของมัน
เราลอยตัวมายังที่ใดไม่รู้เรื่อง แต่เราก็พอใจในความสุขของเราทั้งสอง จนกระทั่งมาพบเข้าอีกแดนหนึ่ง แดนนี้บ้านช่องสร้างด้วยหินทั้งแท่ง แต่สลักลวดลายวิจิตรงดงามยิ่งนัก บ้านของทุกคนเหมือนปราสาท<noinclude></noinclude>
b16cdj5p3nv1q15cuvxubsv4nr05xqv
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/170
250
89469
295031
289530
2026-08-19T09:17:30Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295031
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๘}}</noinclude>แม้จะอยู่ริมถนนอย่างบ้านเมืองเราก็ตาม แต่ความงามของอาคารนั้นสลักเสลางดงามดังนครของเทพเจ้า แต่ไม่ใช่เมืองเทพเจ้าแน่ ๆ เพราะพลเมืองที่เดินตามริมถนนก็เป็นคนธรรมดา ผมได้พบกับคนที่รู้จักกันมากมายหลายคน แต่พอหน้าตรงจะทักทายเขา เขากลับทำเป็นไม่เห็นผม เหมือนไม่รู้จักกัน ผมแปลกใจที่คนที่เคยรู้จักกันมาก่อนทำเป็นลืมกัน จริงอยู่เราไม่ได้พบกันนานแล้ว แต่จะอย่างไรเราก็ต้องจำกันได้แน่ๆ เพราะมันเป็นหน้าตาของคนที่รู้จักกัน เคยพูดกัน ครั้นมาพบกันแปลกถิ่นเช่นนี้กลับทำไม่รู้จัก หรือทำเป็นเลี่ยงหลบโดยดวงตาไม่เคยสบกันเลย หรือว่าผมไม่มีส่วนร่างกายของผมให้เขาเห็น ผมคลำดูตัวเองก็พบตัวเอง แต่ถ้ามองตัวเองแล้วเหมือนไม่มีตัวตน เราสองคนชักเหงาใจ จึงเดินมาถึงสะพานข้ามลำคลองหนึ่ง ราวสะพานทำด้วยหินสลักลวดลายอย่างวิจิตร ผมลูบคลำราวสะพานอย่างตะลึง เป็นฝีมือสถาปนิกที่ยอดเยี่ยม เงยดูอาคารริมคลอง ยกชั้นย่อมุมงดงามจับตา แต่ละมุขแต่ละชั้นประดับด้วยลวดลายหินสลัก นี่เป็นนครใครหนอ ? พอผมก้มลงดูลำคลองก็รู้ว่านครนี้ไม่มีน้ำฟุ่มเฟือยนัก พื้นคลองเป็นทราย แต่มีน้ำติดคลองเป็นแอ่งเป็นวัง ไม่ได้มีเต็มคลอง เปี่ยมเจิ่งอย่างคลองบ้านเรา ไกลไปหน่อยเป็นคลองสี่แยก แต่ก็คงมีน้ำตื้นๆ เขินๆ เช่นนั้น น้ำนั้นใสราวกับกระจก ผมชวนรำเพยลงข้างสะพานไปนั่งที่โขดทราย แม่เจ้าโว้ย กุ้งชุมที่สุด ว่ายอยู่ในน้ำลึกเพียงหนึ่งฟุตบ้าง สองฟุตบ้าง ถ้าจะลงจับก็จะได้โดยง่าย ถ้าต้อนเข้าที่ตื้นที่มีน้ำเพียงฝ่ามือเราก็จับได้สบาย ขณะนี้ผมกำลังโลภในบาปนึกเอาเป็นสมบัติ ก็บังเอิญเหลียวไปทางวังที่มีน้ำลึกสักหน่อย วังเวิ้งนั้นอยู่ตรงสี่แยก ก็เห็นจระเข้โผล่ขึ้นมาสามตัว ผมกับรำเพยรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจึงรีบขึ้นมาบนตลิ่ง เพราะคลองนี้พื้นเป็นทรายแข็ง เจ้าจระเข้สามารถจะวิ่งบนทรายมาทำร้ายเราได้ เรื่องคิดจะจับกุ้งก็ล้มไป
เรื่องกุ้งเรื่องปลานี้ มนุษย์เราเห็นเป็นโชคลาภอย่างหนึ่งทีเดียว โดยลืมนึกถึงชีวิตผู้อื่น เราต้องการเป็นอาหาร แต่ครั้นเราพบจระเข้เราก็รีบหนี ไม่ต้องการให้ตัวเราเป็นอาหารของมัน ผมนึกคิดเอาเองว่า คนนครนี้อาจไม่ต้องการเจ้าสัตว์ประเภทนี้เป็นอาหารก็ได้ เขาคงใจบุญไม่ก่อบาป แต่หรือเขาจะกลัวจระเข้ละมังถึงไม่ลงมาจับกุ้งเลย แต่ก็ยังสงสัย ถ้าจะต้อง<noinclude></noinclude>
40alu7mlyegmscwblzbhy2okp2zmo6n
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/171
250
89482
295032
289535
2026-08-19T09:19:35Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295032
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๙}}</noinclude>การจริงๆ ใช้เบ็ดตกก็ได้ แต่ทำไมไม่เห็นใครเขาสนใจเลย ผมกับรำเพยเลยเดินขึ้นสู่ถนน ปะปนไปกับคนอื่นๆ ชาวเมืองนั้น ความจริงผมเองก็ไม่ได้หิวโหยอะไรจนนิดเดียว เหตุใดพอเห็นกุ้งเข้าเท่านั้นก็อยากได้ แต่ลืมเสียดีกว่า ความอยากได้ของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด ทั้ง ๆ ตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนไม่รู้ ก็ยังอยากได้ไปสุมหัวทำไมกัน
รำเพยนำผมเดินเที่ยวจนทั่วนครนี้ รู้สึกว่านครนี้ไม่ใหญ่เท่าใดนัก เดินประเดี๋ยวเดียวก็เข้าสู่ป่า น่าฉงนสนเท่ห์นัก นครนี้จะอยู่ในภาคพื้นใดของโลกไม่เคยมีความรู้เลย ถ้าจะพูดว่าน่าอยู่นครนี้หรือไม่ ก็ตอบได้ทันทีว่าไม่น่าอยู่ เพราะนอกจากจะไม่รู้จักใครเลยแล้ว ยังไม่เห็นมีการค้าขายอะไรเลย ทั้งอาหารและสินค้าอื่น ๆ ก็ไม่มี อาคารต่าง ๆ เป็นที่อยู่ของชาวนครนั้น ไม่มีร้านค้า เราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร ไม่มีการทำมาหากินอะไรกัน คนที่เดินๆ นั้นรู้สึกว่าเดินไปเดินมาคล้ายกับเที่ยวมากกว่าจะมีธุรกิจ ซ้ำร้ายทุก ๆ คนคล้ายกับจะไม่สังคมต่อกัน ตั้งแต่เข้ามานครนี้ยังไม่เคยได้ยินเสียงคนที่นี่พูดคุยกันเลย เขาเดินเงียบๆ เห็นเป็นภาพคนเดินไปเฉย ๆ ไม่พูดไม่จาอะไรกันทั้งนั้น สัตว์บกก็ไม่มี ไม่เคยเจอะแมวหรือสุนัขเลย แปลกมาก กลับไปอุดมเอากุ้งและจระเข้
ผมตัวลอยขึ้นอีกครั้งโดยรำเพยกอดผม เราลอยลมไปที่ต่างๆ แต่ก็ไม่มีมนุษย์เลย มีแต่ป่าและเขา เราหยุดพักกันที่หน้าผาแห่งหนึ่ง มองดูทิวทัศน์ที่โล่งโล้นๆ ไม่ใช่ทุ่งนาหรือไร่อะไรทั้งนั้น มีแต่กอหญ้าและดอกไม้ต่าง ๆ ต้นเตี้ย ๆ น่าวิเวกเหลือเกิน มองไปทางไหนสุดสายตาก็มีสภาพอย่างเดียวกัน
"แถวนี้ไม่มีคนเลยหรือ?" ผมอดใจไม่ได้จึงถามรำเพย
"ไม่มีเลยค่ะ ยิ่งเราจะไปข้างหน้านี้ยิ่งไม่มีคนเลย เพราะไม่ใช่แดนของคน" เธอตอบ
ผมไม่ได้พูดอะไรอีก หันดูภูมิประเทศอย่างเหงาๆ ใจ คิดว่าจะถามเธอว่าทำไมไม่ไปทางที่มีคนมาก ๆ แต่ก็นึกได้ว่าเธอบอกอยู่แล้วว่าเธอจะไปยังสำนักที่เธอต้องถูกโทษกรรม ผมเลยนิ่ง สถานที่ที่เธอต้องมาอยู่เข้าเวรมันก็คือแดนลึกลับ ต้องปราศจากคน แม้จะมีก็ปราศจากร่างกายดังมีแต่เพียงวิญญาณที่อาศัยอยู่ในความละเอียดแห่งอากาศ มีความเป็น<noinclude></noinclude>
pcyww9enlfi8tucczxtvmopj00g9s1n
295033
295032
2026-08-19T09:19:51Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295033
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๖๙}}</noinclude>การจริง ๆ ใช้เบ็ดตกก็ได้ แต่ทำไมไม่เห็นใครเขาสนใจเลย ผมกับรำเพยเลยเดินขึ้นสู่ถนน ปะปนไปกับคนอื่นๆ ชาวเมืองนั้น ความจริงผมเองก็ไม่ได้หิวโหยอะไรจนนิดเดียว เหตุใดพอเห็นกุ้งเข้าเท่านั้นก็อยากได้ แต่ลืมเสียดีกว่า ความอยากได้ของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด ทั้ง ๆ ตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนไม่รู้ ก็ยังอยากได้ไปสุมหัวทำไมกัน
รำเพยนำผมเดินเที่ยวจนทั่วนครนี้ รู้สึกว่านครนี้ไม่ใหญ่เท่าใดนัก เดินประเดี๋ยวเดียวก็เข้าสู่ป่า น่าฉงนสนเท่ห์นัก นครนี้จะอยู่ในภาคพื้นใดของโลกไม่เคยมีความรู้เลย ถ้าจะพูดว่าน่าอยู่นครนี้หรือไม่ ก็ตอบได้ทันทีว่าไม่น่าอยู่ เพราะนอกจากจะไม่รู้จักใครเลยแล้ว ยังไม่เห็นมีการค้าขายอะไรเลย ทั้งอาหารและสินค้าอื่น ๆ ก็ไม่มี อาคารต่าง ๆ เป็นที่อยู่ของชาวนครนั้น ไม่มีร้านค้า เราจะอยู่กับเขาได้อย่างไร ไม่มีการทำมาหากินอะไรกัน คนที่เดินๆ นั้นรู้สึกว่าเดินไปเดินมาคล้ายกับเที่ยวมากกว่าจะมีธุรกิจ ซ้ำร้ายทุก ๆ คนคล้ายกับจะไม่สังคมต่อกัน ตั้งแต่เข้ามานครนี้ยังไม่เคยได้ยินเสียงคนที่นี่พูดคุยกันเลย เขาเดินเงียบๆ เห็นเป็นภาพคนเดินไปเฉย ๆ ไม่พูดไม่จาอะไรกันทั้งนั้น สัตว์บกก็ไม่มี ไม่เคยเจอะแมวหรือสุนัขเลย แปลกมาก กลับไปอุดมเอากุ้งและจระเข้
ผมตัวลอยขึ้นอีกครั้งโดยรำเพยกอดผม เราลอยลมไปที่ต่างๆ แต่ก็ไม่มีมนุษย์เลย มีแต่ป่าและเขา เราหยุดพักกันที่หน้าผาแห่งหนึ่ง มองดูทิวทัศน์ที่โล่งโล้นๆ ไม่ใช่ทุ่งนาหรือไร่อะไรทั้งนั้น มีแต่กอหญ้าและดอกไม้ต่าง ๆ ต้นเตี้ย ๆ น่าวิเวกเหลือเกิน มองไปทางไหนสุดสายตาก็มีสภาพอย่างเดียวกัน
"แถวนี้ไม่มีคนเลยหรือ?" ผมอดใจไม่ได้จึงถามรำเพย
"ไม่มีเลยค่ะ ยิ่งเราจะไปข้างหน้านี้ยิ่งไม่มีคนเลย เพราะไม่ใช่แดนของคน" เธอตอบ
ผมไม่ได้พูดอะไรอีก หันดูภูมิประเทศอย่างเหงาๆ ใจ คิดว่าจะถามเธอว่าทำไมไม่ไปทางที่มีคนมาก ๆ แต่ก็นึกได้ว่าเธอบอกอยู่แล้วว่าเธอจะไปยังสำนักที่เธอต้องถูกโทษกรรม ผมเลยนิ่ง สถานที่ที่เธอต้องมาอยู่เข้าเวรมันก็คือแดนลึกลับ ต้องปราศจากคน แม้จะมีก็ปราศจากร่างกายดังมีแต่เพียงวิญญาณที่อาศัยอยู่ในความละเอียดแห่งอากาศ มีความเป็น<noinclude></noinclude>
47y9qyz3oq17lc3xp0yes5ef8v7axpr
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/172
250
89485
295034
289537
2026-08-19T09:21:01Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295034
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๐}}</noinclude>อยู่อีกมุมหนึ่งแห่งชีวิต ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร รำเพยบอกผมว่า มนุษย์จะเห็นพวกเธอได้ต่อเมื่อพวกเธอต้องการให้เห็น มิฉะนันจะไม่เห็นกันได้เลย คล้ายอยู่ห่างไกลกันคนละโลก แต่ที่แท้ไม่มีโลกไหนที่พวกเธอจะไปได้ เมื่อพวกเธอจากการเป็นมนุษย์ไป ก็เพียงร่างกายเก่าเน่าเปื่อยไปแล้ว ไม่มีเรือนร่างจะอาศัย แต่เธอและพวกเธอก็ไม่ไปไหน คงอยู่ปน ๆ กันกับมนุษย์ที่มีตัวตนนั่นเอง หากแต่อยู่ในความละเอียดของอากาศ จึงแบ่งโลกที่อาศัยกันไป เพียงถือว่าเป็นสัตว์คนละประเภท ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน นอกจากจะเกิดใจรำพึงถึงใครสักคนก็สามารถจะทำตนให้ปรากฏได้ เป็นเรื่องของการเนรมิตประกอบร่างของตัวที่เคยจำได้ว่า มีรูปร่างอย่างใดก็ประกอบลวงตาขึ้นได้ ปรกติพวกเธอไม่ชอบยุ่งกับมนุษย์ เพราะมีแต่ความไม่จริงอยู่ตลอดชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างก็ลวงตัวเองอยู่ การที่มีทุกข์ มีโศก มีความร่าเริงก็เป็นเรื่องของการลวงตัวเอง เป็นความยุ่งที่ตัวเองก่อขึ้นเอง จะมีสุขจะมีทุกข์ก็ตัวเองก่อขึ้น เพราะละเมอในสิ่งที่มีทั้งร่าเริงและทุกข์ พวกเธอหมดสิ่งเหล่านั้นแล้ว การไม่มีร่างกายจึงไม่ต้องการสิ่งใดอีก หัวใจเป็นอิสระ ไม่มีห่วงในสิ่งใด ไม่ต้องการสิ่งใดเป็นสมบัติ ถ้ายังดำรงตัวเป็นมนุษย์ก็ยังต้องการทุกสิ่งที่คนอื่นมี ถ้ามีไม่ได้อย่างเขาก็เกิดทุกข์ แต่ถ้ามีมากก็เกิดห่วงกลัวใครจะเอาไปเสีย เลยเกิดทุกข์อีก
"รำเพยจ๋า แล้วรำเพยไม่ห่วงฉัน ไม่คิดถึงฉันหรือ ?" ผมถามอย่างน้อยใจ ผมสิรักเธอ ไม่เห็นเธอ ผมก็กลุ้มใจเสียใจ นี่ผมก็อุตส่าห์ตามเธอมา ก็ไม่ใช่เพราะรักหรือ เธอมองหน้าผมแล้วยิ้มค่อยกอดผมแน่น
"เมียได้พูดให้คุณฟังแล้วว่า การยุ่งกับมนุษย์ก็คือมีห่วง มีทุกข์ มีร่าเริง มีสุขแบบเดียวกับมนุษย์ เมียเกิดรักคุณขึ้นจึงทำเรื่องต่าง ๆ ขึ้น จนเมียได้เป็นเมียของคุณตามความเป็นอยู่ของมุษย์ ครั้นแล้วเมียได้ถูกผู้ใหญ่เหนือหัวเรียกตัวมาว่ากล่าว มีโทษโดยผิดวินัยของโลกชาวร่างกายละเอียดอ่อน มาสุมทุมกับมนุษย์โดยยังไม่ถึงกำหนดที่จะเกิดเป็นมนุษย์ เมียจึงถูกลงโทษอยู่ในแดนที่จะพาไป แต่เมียนี้ไม่มีบาปกรรมแต่อย่างใดจึงถูกลงโทษอย่างสถานเบาในฐานะผิดวินัยผิดกฏของพวกเมีย คุณขา เมียทำให้คุณเกิดคิดถึงและเศร้าใจเวลาหายไป นั่งทางกฏของเมียก็ว่าผิด เพราะก่อความร้าวใจให้ผู้อื่น โดยที่ผู้อื่นคนนั้นมิได้มีการรุกรานอะไรเมีย<noinclude></noinclude>
nesptpyozh57cgdynaierp8cbxv9pes
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/173
250
89487
295035
289541
2026-08-19T09:22:09Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295035
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๑}}</noinclude>เลย แต่เมียได้สารภาพความจริงใจว่าเมียรักคุณอย่างถอนไม่ได้แล้ว ท่านผู้ใหญ่เห็นใจก็ผ่อนปรนให้ และบอกว่าอีกไม่ช้าเมียก็จะได้กลับไปเกิดเป็นมนุษย์อีก เมื่อนั้นเมียก็จะได้เป็นเมียคุณเยี่ยงมนุษย์ธรรมดา" เธอพูดไปกอดผมไป
"เอ๊ะ! เธอเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะทันกันหรือ ฉันก็แก่หง่อมกว่าเธอจะสาวพอจะเป็นเมียได้"
"นั่นไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เราเป็นผัวเมียกันไม่ได้ อายุไม่ใช่อุปสรรคขีดคั่น" เธอว่า
ผมถอนใจ อย่างที่เธอว่าก็ดีหรอก แต่ผมมันก็คือมนุษย์เห็นแก่ตัว เธอจูบผม เธอทราบใจผมได้ถูกเพราะญาณของเธอ
"อย่านึกอะไรเลย เรื่องจะเป็นไปดังนั้นก็ปล่อยไปเถิด" เธอว่า
ผมกอดจูบด้วยความรักและเห็นใจ
"เราไปหาที่พักกันใหม่เถิด ต่อเวลาค่ำจึงค่อยเดินทางกัน" เธอพูด
"เอ๊ะ ทำไมจะต้องเดินทางกลางคืนล่ะ?" ผมถาม
"โดยกำหนดที่สั่งไว้ ถ้ากบร้องเมื่อใด เราได้ยินก็ออกเดินทางได้ในเวลาที่พระจันทร์กำลังดั้นเมฆ" เธอพูดจบก็กอดผมแน่น คราวนี้เราลอยตัวพ้นที่เดิมลิ่ว ๆ มาถึงหน้าผาแห่งหนึ่ง ตรงกับภูเขาอีกลูกหนึ่ง มีถ้ำใหญ่มองเห็นแต่เราอยู่บนหน้าผาโดยหินอีกก้อนหนึ่ง มีต้นอะไรไม่รู้จักชื่อ สาขาร่มเย็นดี เรานั่งพลอดรักกันอย่างผาสุก แต่ในทันใดนั้นเองได้ยินเสียงอู้ๆ ซู่ซ่าดังออกมาจากในถ้ำ คล้ายจะเป็นสัตว์อะไรที่มีจำนวนมากจะออกมาจากข้างใน ผมและรำเพยพากันหันไปดู ในชั่วขณะนั้นเองก็เห็นงูใหญ่ตั้งร้อยตั้งพันเลื้อยออกมาเนืองแน่น ผมถึงกับสะดุ้งทั้งตัว แต่ที่ตกใจมากก็คือ งูนั้นตัวเป็นงู แต่หัวเป็นเสือโคร่ง อีกสองสามตัวมันแหงนหน้าขึ้นมาพบเราทั้งสอง แล้วคำรามเป็นเสียงเสือ ด้วยความกลัวของผม กลัวมันจะเลื้อยขึ้นมาหาเรา ผมก็ร้องขู่ลงไปอย่างดัง
"อย่ายุ่งกับฉันนะ ถ้ายุ่งพ่อยิงดับชีพเลย" ผมร้องขู่ลงไป เจ้างูหัวเสือได้ยินดังนั้นต่างรีบเลื้อยแซงกันหนีไปจนหมดสิ้น ผมเกิดปลงอนิจจังตัวเอง ที่พูดไปนั้นมันเป็นเพียงปากโป้ง พูดด้วยความกลัว แต่ไม่ยอมรับว่ากลัว แฝงเอาฤทธิ์เดชของปืนขู่คุกคามมัน แต่ความจริงแล้ว แม้<noinclude></noinclude>
j6ar3mr4chgxbvveijt14h4ybbf85ps
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/174
250
89490
295036
289545
2026-08-19T09:24:22Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295036
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๒}}</noinclude>แต่ตัวของตัวเองยังไม่รู้ไม่เห็นว่าตัวเองมีร่างกายอยู่หรือเปล่า ในเมื่อตัวเองมีแต่ลมๆ แล้ง ๆ แล้วจะเอาปืนที่ไหนมาเล่า เมื่อนึกได้ก็ละอายตัวเอง และละอายแก่รำเพยเมียรักที่กล่าวคำอะไรออกมาโดยหาความจริงไม่ได้สักนิดเดียว
เราได้นอนพักกันที่หน้าผานั้น และหลับไปนานเท่าไรก็สุดจะรู้ พอตื่นขึ้นก็เป็นเวลากลางคืนเสียแล้ว มีแสงจันทร์ขมุกขมัว เวลานั้นพระจันทร์กำลังดั้นเมฆ ผมหันมองดูรำเพย
"เราจะได้เวลาเดินทางแล้ว" เธอว่า พอขาดคำพูดของเธอ ก็ได้ยินเสียงกบร้อง แต่คราวนี้เสียงมันช่างใหญ่จริง ๆ ผิดกับเสียงกบที่เราได้ยินจากบ้านคุณหลวง ซึ่งเป็นเสียงกบธรรมดาเท่านั้น แต่เสียงที่ได้ยินนี้ใหญ่ผิดกบธรรมดา รำเพยเร่งรีบกอดผม แล้วเราก็ลอยลิ่วมาในอากาศ ผมมองไม่เห็นว่าภูมิประเทศเป็นอย่างไรบ้าง เพราะมีความสลัวไปหมด เราลอยมาถึงที่ไหนไม่ทราบ พอรู้ตัวก็พอดีรำเพยนำผมลงที่แดนหนึ่งโล่งโถง ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย มีแต่ต้นไม้เตี้ยๆ แค่ศอก พื้นที่เป็นโขดเป็นเขินลึก ๆ สูง ๆ ไม่ราบเรียบ แต่มองไปด้านไหนก็โล่งตาและสุดลูกหูลูกตา แต่พอหันกลับไปดูข้างหลังจึงเห็นก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งใหญ่เท่าภูเขาลูกหนึ่ง แต่ว่าหินก้อนนี้ไม่แสดงรูปเป็นภูเขา เพียงเป็นก้อนหินโทน ๆ ที่วางอยู่กับพื้น แต่หินนี้มีความสูงมาก พูดง่าย ๆ ก็คือภูเขาที่มีรูปโทน ๆ ดังแท่งหินใหญ่ ชั้นแรกมองสลัวๆ เป็นก้อนดำมืดเท่านั้น ในบัดนั้นเอง เจ้ากบประหลาดก็ร้องก้องอยู่ในบริเวณนั้นเอง ผมถึงกับตัวชา คราวนี้เสียงมันใหญ่กว่าเก่า ถ้าจะเทียบตัวมันก็เห็นจะเท่าตุ่มน้ำใหญ่ๆ มันร้องเพียงสองครั้งเท่านั้น และภูเขาแท่งโทนนั้นที่เดิมมีเพียงความมืดสลัว แต่เดี๋ยวนี้มีความสว่างขึ้น แทบจะรอบแท่งหินนั้นมีรูมีช่องคล้ายหน้าต่างพรุนไปหมด ผมคะเนว่าข้างในคงจะโปร่ง แต่ทันใดนั้นเองก็เกิดสิ่งประหลาดขึ้น คือได้ยินเสียงคนคุยกันจ้อกแจ้กทั้งหญิงทั้งชาย ผมแหงนมองดูอย่างสงสัยและตะลึง รำเพยยิ้มและว่า
"เราขึ้นไปเที่ยวข้างบนกันก็ได้ แต่อยู่จริงๆ ไม่ได้ เมียยังมีโทษต้องอยู่ข้างล่าง แต่ไปเที่ยวได้ชั่วครู่กับคุณ"
ผมไม่ถามและไม่คัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น เธอจูงมือผมตรงไปที่ภูเขา<noinclude></noinclude>
nvydbz3lb1rsof43b8dp05s6k0embnw
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/175
250
89494
295037
289550
2026-08-19T09:26:17Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295037
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๓}}</noinclude>รูปร่างประหลาดนั้น มีช่องทางเหมือนปากถ้ำเข้าไป แล้วมีบันไดหินขึ้นไปเลี้ยวขึ้นไปเป็นชั้น ๆ และสูงขึ้นไปตามความสูงของก้อนหินใหญ่ ผมกลั้นใจคอยเวลาที่จะพบเห็นผู้คนที่คุยกันเสียงลั่น เสียงหัวเราะขบขันอย่างเบิกบาน แต่เดินขึ้นกี่ชั้นก็ไม่ปรากฏตัวของเจ้าของเสียง แต่เสียงนั้นคงดังอยู่ตลอดเวลา และใกล้ๆ ตัวเราหรือรอบ ๆ ตัว ผมสะดุ้งใจนิดหนึ่ง ซึ่งปรกติผมจะต้องกลัวอย่างแน่นอน เพราะเหตุการณ์อย่างนี้ใครจะไม่กลัว มีแต่เสียงแต่ไม่ปรากฏตัวตน ผมมองหน้ารำเพย อยากจะถามเธอแต่เธอรู้ใจผมแล้วจึงเอานิ้วหยิกแขนผม เป็นการระงับไม่ให้ออกปากถามหรือพูดอะไรในสิ่งที่ไม่ควรพูด
เราเดินกันจนรู้สึกเมื่อย ผมจึงชวนรำเพยให้พาผมกลับ รำเพยจึงพาผมกลับลงมาข้างล่างอีกครั้ง และก็พอดีเป็นเวลาเช้า ท้องฟ้ากระจ่าง ผมจึงเห็นว่าลานโล่งรอบ ๆ ไปนั้นเป็นสวนดอกไม้พันธุ์เตี้ย ๆ และมีดอกสะพรั่ง พอกลิ่นแตะจมูกผม ผมก็รำลึกถึงกลิ่นได้ทันทีว่ากลิ่นนี้เองที่ผมได้กลิ่นรำเพยตอนที่ไปหาผมที่บ้านและข้างเตียงนอน
รำเพยได้ลงมือรดน้ำพรวนดินต้นไม้เหล่านั้น เธอบอกว่าเป็นต้นไม้ที่พวกของเธอจะใช้บูชาพระพุทธที่อยู่เบื้องบนสรวงสวรรค์ และเธอมีหน้าที่ทั้งปลูกและรดน้ำบำรุงต้นไม้นี้ ผมจึงรีบหยิบเสียมช่วยเธอพรวนดิน ก็พอดีมีเสียงหนึ่งเป็นเสียงหญิงพูดว่า
"ท่านจะช่วยเขาไม่ได้" เสียงนี้อยู่ที่ใดไม่ปรากฏตัว ผมชะงักนิ่ง "งานนี้เป็นงานของนักโทษที่นี่ สถานเบา แต่ท่านยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ จงดูแต่ตา ส่วนเราไม่มีหน้าที่จะใช้งานนี้แก่ท่าน เพราะท่านยังไม่ใช่พวกเราและก็ไม่มีโทษอะไรด้วย"
ผมนิ่งงันไม่กล้าจะมองหาตัวผู้พูด และก็รู้อยู่ว่าถึงจะมองก็ไม่เห็นตัว ผมจึงมองดูรำเพยพรวนดินไปทั่ว ๆ รดน้ำไปทั่ว ๆ ที่มีต้นไม้ดอกหอมประหลาดนั้น
"กลางคืนเธอนอนที่ไหนรำเพย ?" ผมถามเธอ
"ตามพงไม้นี่เอง ข้างบนนอนไม่ได้ ที่นั่นเป็นพวกไม่มีโทษ" เธอตอบเศร้า ๆ
"อนิจจา รำเพยเอ๋ย !" ผมร้องอุทานขึ้นมาแล้วร้องไห้ใจแทบขาด<noinclude></noinclude>
7sb15nx515dxpq4k63wzn8rhkq9ip6i
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/176
250
89495
295038
289551
2026-08-19T09:29:41Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295038
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๔}}</noinclude>"ตลอดเวลาที่จากคุณมา ฉันก็นอนแถวนี้" เธอพูดแล้วก็ร้องไห้ตามผม
"ทำไงฉันจะได้มีโทษบ้าง และอยู่ช่วยรำเพย" ผมรำพันไปร้องไห้ไป "รำเพยช่วยบอกนายรำเพยให้ฆ่าฉันให้ตาย แล้วเอาฉันทำโทษอยู่ที่นี่ อยู่ใกล้รำเพย"
รำเพยร้องไห้อย่างหัวใจจะทะลัก
"เมียทำไม่ได้ กรรมใครก็กรรมใคร" เธอร้องไห้ไปทำงานไปตามปรกติของเธอ
เสียงหัวเราะร่าเริงข้างบนเงียบไปทั้งหมด และที่นั่นก็เงียบสงัดจริง ๆ ไม่เคยได้พบที่ไหนเงียบดังนั้นในชีวิต พวกคนอื่น ๆ คงหยุดพูดหยุดหัวเราะเพราะเห็นเราร้องไห้ เขาคงไม่ต้องการจะให้การหัวเราะของเขาเป็นการหัวเราะเยาะในเคราะห์กรรมของเรา หรือไม่ก็คงสลดใจแทนเรา เห็นใจรำเพย และเห็นใจผมซึ่งยังเป็นมนุษย์ แต่ติดตามรำเพยมาด้วยความรักทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนเก่าพูดมาอีก
"ท่านยังตายไม่ได้ ท่านอายุยืนมาก แม้รำเพยเกิดแล้ว ท่านก็ยังไม่ตาย"
ผมฟังแล้วก็ถอนใจยาว หมดหนทางจะอยู่ร่วมกับเมียรักได้ รู้สึกละเหี่ยเพลียใจ
"นี่จวนจะหมดเวลาที่ท่านอยู่ที่นี่ได้แล้ว" เสียงนั้นพูดขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
ผมมองหน้ารำเพยอย่างใจรอน ๆ อนิจจา รำเพยกับฉันจะหมดเวลาอยู่ใกล้กันแล้ว โธ่ รำเพย ฉันจะทำอย่างไร ช่วยฉันด้วย รำเพยก็อึกอักใจ ได้แต่ร้องไห้
"จงรีบนำกลับโดยเร็ว ในโลกมนุษย์จะสว่างในเร็ว ๆ นี้ จวนรุ่งเต็มทีแล้ว จงรีบไป"
เป็นคำสั่งเด็ดขาดของผู้ควบคุมตัวรำเพย รำเพยได้วางมือจากงานของเธอ ลุกมาจับมือผมเตรียมจะกลับ ก็ได้ยินเสียงทั้งหญิงทั้งชายอีกมากคนพูดกันหลายเสียง
"พวกเราทุกคนสงสารท่านทั้งสองคน แต่จนใจเราจริง ๆ"<noinclude></noinclude>
mqwx3rc01qk3yratfubibeik69adbxl
หน้า:Pisat Khong Thai 2546.djvu/177
250
89496
295039
289552
2026-08-19T09:30:16Z
วรุฒ หิ่มสาใจ
4101
295039
proofread-page
text/x-wiki
<noinclude><pagequality level="1" user="สีทราย" />{{หสล|๑๗๕}}</noinclude>รำเพยร้องไห้กระซิกๆ ผมนั้นหัวใจแทบขาด พอรำเพยกอดผมเพื่อพากลับ ผมก็รู้ตัวว่าผมมานอนที่เตียงนอนที่ห้องผมในบ้านคุณหลวงแล้ว รำเพยร้องไห้และกอดผมรำพันว่า
"เรายังมีกรรม แต่เมียจะตามเป็นเมียคุณทุกชาติ คุณขา เมียลาก่อน" เธอกอดจูบผม แล้วร่างกายเธอก็อันตรธานไป นาฬิกาตีบอกเวลาหกโมงเช้า ผมซังกะตายลุกจากเตียงด้วยหัวใจระโหยโรยแรง เปิดประตูพบต้นรำเพยยืนต้นอยู่ ผมใจหวิวแทบจะเป็นลม อนิจจารำเพยเอ๋ย เธอก็ยังยืนเฝ้าหน้าประตูฉันอยู่ทั้งกลางคืนและกลางวัน ผมค่อย ๆ ลูบคลำกิ่งรำเพย ลูบใบและดอกอย่างถนอม น้ำตาผมไหลริน พอเห็นคนในบ้านตื่นแล้ว ผมจึงกลับเข้าห้องล้างหน้าแต่งตัวเพื่อขึ้นไปรับใช้คุณหลวงบนตึก รับใช้ท่านทุกอย่างแล้วแต่จะบัญชา ผมทำให้ท่านอย่างเป็นบิดาบังเกิดเกล้า ขอรับใช้ท่านดังนี้ไปจนตาย<noinclude></noinclude>
2jetxnktdn3rb1n64cjgbbf3k5uikvg
คุยกับผู้ใช้:DreamRimmer
3
90993
295026
2026-08-19T00:22:16Z
JJPMaster
11390
JJPMaster ย้ายหน้า [[คุยกับผู้ใช้:DreamRimmer]] ไปยัง [[คุยกับผู้ใช้:Max]]: ย้ายหน้าอัตโนมัติขณะเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ "[[Special:CentralAuth/DreamRimmer|DreamRimmer]]" เป็น "[[Special:CentralAuth/Max|Max]]"
295026
wikitext
text/x-wiki
#เปลี่ยนทาง [[คุยกับผู้ใช้:Max]]
hfyh6qw9jm4un251loy6aliti05trfe